เพลงสำหรับผู้ป่วยทางจิต

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ไข้ทางจิต 2

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ไข้ทางจิต

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การประกาศเกียรติคุณจิตแพทย์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2552

การประกาศเกียรติคุณจิตแพทย์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2552

สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มให้มีการมอบรางวัลจิตแพทย์ดีเด่นทุก ๆ 2 ปีมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านความเป็นครู, ด้านการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่วงการจิตเวช และด้านการวิจัย สำหรับในปีพ.ศ.2551 – 2552 นี้ สมาคมฯ ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาคัดเลือกจิตแพทย์ดีเด่น ประกอบด้วย ศ.เกียรติคุณ นพ.จำลอง ดิษยวณิช เป็นประธานคณะกรรมการ และมีกรรมการอีก 4 คนคือ ศ.คลินิก พญ.อรพรรณ ทองแตง, นพ.ชัยฤทธิ์ กฤษณะ, ศ.นพ.พิเชฐ อุดมรัตน์ และ รศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล เป็นกรรมการและเลขานุการ ผลปรากฏว่า มีผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นจิตแพทย์ดีเด่นในด้านต่างๆ จำนวน 3 คน ดังนี้
ด้านความเป็นครู ได้แก่ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ
ด้านการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่วงการจิตเวช ได้แก่ พลตรีวีระ เขื่องศิริกุล
ด้านการวิจัย ได้แก่ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงสาวิตรี อัษณางค์กรชัย

คำประกาศเกียรติคุณศาสตราจารย์นงพงา ลิ้มสุวรรณ

ศาสตราจารย์นงพงา ลิ้มสุวรรณเป็นผู้อุทิศตนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรด้านสุขภาพจิตทุกระดับ อาจารย์เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง ตั้งใจสอนอย่างใส่ใจทุกครั้งด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย โดยจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้วยความเต็มใจ ทั้งยินดีที่จะตอบคำถามของลูกศิษย์ เมื่ออาจารย์ทราบว่าแพทย์ประจำบ้านคนใดมีปัญหาด้านการเรียน อาจารย์ จะแบ่งเวลามาสอนแพทย์ประจำบ้านคนนั้นเพิ่มเติม และยังพยายามสอดแทรกประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ชีวิต นอกเหนือจากความรู้ทางการแพทย์อีกด้วย อาจาย์นงพงาเป็นผู้มีความสามารถในการสอนบทเรียนที่ยากและเป็นนามธรรมให้ผู้เรียนได้เข้าใจโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และเกิดความประทับใจ จดจำบทเรียนได้ เพราะอาจารย์จะสอดแทรกตัวอย่างผู้ป่วย จึงทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพและสามารถนำไปใช้รักษาในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้มอบประกาศเกียรติคุณให้กับอาจารย์ เมื่อปี พ.ศ.2549 ในฐานะเป็นผู้มีเกียรติคุณเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ตัวอย่างของสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่สำคัญสำหรับวงการจิตเวชศาสตร์ คืออาจารย์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้เกิดหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น และขยายการรับแพทย์ในสาขานี้เนื่องจากจำนวนของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยยังมีน้อย
เมื่ออาจารย์พบว่าจิตบำบัดตามแนวซาเทียร์ สามารถทำให้การรักษาด้วยจิตบำบัดได้กระชับและเป็นรูปธรรม ได้ผลดีและรวดเร็วกว่าเดิม อาจารย์ก็ไม่รีรอที่จะนำมาเผยแพร่ในประเทศไทย และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่แพร่หลายในวงการจิตเวช ทั้งนี้อาจารย์ได้ริเริ่มโครงการฝึกอบรมนักจิตบำบัดของไทยตามแนวซาเทียร์ขึ้น เพื่ออบรมให้กับบุคลากรที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา สามารถทำจิตบำบัดได้เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกับปัญหาทางสุขภาพจิตที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ
นอกจากนี้อาจารย์ยังได้ริเริ่มประยุกต์ใช้พุทธศาสนากับการเรียนการสอนให้กับแพทย์ประจำบ้าน โดยมองเห็นว่าศาสตร์ทางด้านจิตใจของตะวันออกนั้นได้พัฒนาไปไกลกว่า ลึกซึ้งมากกว่าศาสตร์ของทางตะวันตก คือลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณไม่ใช่แค่ระดับจิตใจเท่านั้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นสมควรให้ศาสตราจารย์นงพงา ลิ้มสุวรรณ ได้รับรางวัลจิตแพทย์ดีเด่นด้านความเป็นครู ประจำปี พ.ศ.2551 – 2552

คำประกาศเกียรติคุณพลตรีวีระ เขื่องศิริกุล

พลตรีวีระ เขื่องศิริกุล เป็นผู้ที่ได้อุทิศตนทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่วงการจิตเวชอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานจนเป็นที่ประจักษ์ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือแก่วงการจิตเวชอย่างเต็มใจทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
พลตรีวีระได้รับเลือกจากสมาชิกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยทั่วประเทศ ให้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการอำนวยการสมาคมจิตแพทย์ฯ มาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 16 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 เป็นต้นมา โดยตั้งแต่พ.ศ.2534 อาจารย์ได้ดำรงตำแหน่งประธานวิชาการของสมาคมจิตแพทย์ฯ สองวาระติดต่อกัน และตำแหน่งอุปนายกอีกสองวาระ ในช่วงปี พ.ศ.2541-2544 และสุดท้ายขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมจิตแพทย์ฯ ถึงสองวาระซ้อนในพ.ศ.2545-2548 นับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานซึ่งอาจารย์ได้มีส่วนทำงานให้กับวงการจิตแพทย์ผ่านทางสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
นอกจากนี้อาจารย์ยังได้รับเลือกจากสมาชิกของราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยทั่วประเทศ ให้เข้ามาเป็นคณะผู้บริหารของราชวิทยาลัยจิตแพทย์ฯ ตั้งแต่ยุคต้นๆ ในพ.ศ.2536 ตราบมาถึงปัจจุบัน โดยอาจารย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของราชวิทยาลัยฯ หลายตำแหน่ง เช่น ปฏิคม และเลขาธิการ เป็นต้น และล่าสุดนี้อาจารย์เพิ่งได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกทั่วประเทศ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยคนใหม่ ในปี พ.ศ.2553 ที่จะถึงนี้
ในด้านการฝึกอบรมและสอบเพื่อให้ได้รับวุฒิบัตรและอนุมัติบัตรสาขาจิตเวชศาสตร์นั้น พลตรีวีระได้เข้าร่วม เป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (อฝส) สาขาจิตเวชศาสตร์ของแพทยสภา มาตั้งแต่พ.ศ.2532 ตราบจนถึงปัจจุบัน โดยอาจารย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเลขานุการของคณะอนุกรรมการชุดนี้มาเป็นระยะเวลานาน ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ (อฝส.) ดังกล่าวเป็นระยะเวลา 4 ปีติดต่อกันคือ ในปีพ.ศ.2549-2552
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นสมควรให้พลตรีวีระ เขื่องศิริกุล ได้รับรางวัลจิตแพทย์ดีเด่นด้านการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่วงการจิตเวช ประจำปีพ.ศ.2551- 2552

คำประกาศเกียรติคุณรองศาสตราจารย์สาวิตรี อัษณางค์กรชัย

รองศาสตราจารย์สาวิตรี อัษณางค์กรชัย เป็นจิตแพทย์นักวิจัยที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ เนื่องจากอาจารย์สาวิตรีสนใจงานวิจัยในด้านสุราและ สารเสพติด งานวิจัยของอาจารย์จึงมักได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติซึ่งมี impact factor สูง เช่น วารสารAddiction, วารสาร Psychiatry Research, วารสาร Alcoholism: Clinical and Experimental Research และ วารสาร Drug and Alcohol Dependence เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2550 อาจารย์สาวิตรี ได้รับเชิญให้เขียน review article เรื่อง The treatment of alcohol dependence ในวารสาร Current Opinion in Psychiatry ซึ่งเป็น official journal ของสมาคมจิตแพทย์โลก หรือ WPA ( World Psychiatric Association) และเป็นวารสารที่รับตีพิมพ์บทความเฉพาะที่เป็น invited reviewer เท่านั้น และในปี พ.ศ.2552 นี้ อาจารย์ก็ยังได้รับเชิญให้เขียนทบทวนบทความเรื่อง Substance use and associated health-risk behaviours among high-school students ในวารสารนี้อีกด้วย สำหรับเงินทุนวิจัยนั้นอาจารย์สาวิตรีได้รับเงินทุนวิจัยจากหน่วยงานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เช่น องค์การอนามัยโลก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ป.ป.ส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น
นอกจากผลงานวิจัยข้างต้นแล้ว อาจารย์สาวิตรียังได้ใช้ความรู้ความสามารถทางการวิจัยเพื่อประโยชน์ของวิชาชีพแพทย์และจิตแพทย์อีกหลายประการ เช่น เป็น กองบรรณาธิการของ วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, Journal of The Medical Association of Thailand, ASEAN Journal of Psychiatry และเป็น expert reviewer/consultant/advisor สำหรับหนังสือขององค์การอนามัยโลกหลายเล่ม เช่น International guide for monitoring alcohol consumption and related harm, Use of psychotropic drugs in primary health care และ Atlas 2008-Resources for treatment and prevention of substance use disorder นอกจากนี้ยังเป็น peer reviewers ให้แก่วารสารทางวิชาการนานาชาติหลายฉบับ เช่น วารสาร Alcoholism: Clinical and Experimental Research, วารสาร Drug and Alcohol Review และ วารสาร Stress and Health เป็นต้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นสมควรให้รองศาสตราจารย์สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ได้รับรางวัลจิตแพทย์ดีเด่นด้านการวิจัย ประจำปี พ.ศ.2551- 2552

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ผู้สนใจเรียนจิตเวชศาสตร์

ปัจจุบันแพทย์ส่วนใหญ่ หลังจากจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว มักจะเลือกเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาที่ตนเองสนใจ จิตเวชศาสตร์เป็นอีกสาขาหนึ่งซึ่งมีแพทย์ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และเนื่องจากแพทย์ส่วนใหญ่จะได้มีโอกาสสัมผัส และเรียนรู้การทำงานของจิตแพทย์ค่อนข้างน้อยขณะเป็นนักศึกษาแพทย์ เมื่อเทียบกับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น อายุรกรรม หรือศัลยกรรม
บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาต่อในสาขาจิตเวชศาสตร์ ได้ศึกษาก่อนตัดสินใจเลือกเรียนต่อในสาขาจิตเวชศาสตร์
การทำงานของจิตแพทย์
เพื่อนผมบางคนบอกว่า “เป็นจิตแพทย์ไม่เห็นยาก งานสบาย แค่นั่งคุยกับผู้ป่วยก็เสร็จแล้ว งานก็ไม่หนัก เวรก็ไม่เหนื่อย” บ้างก็บอกว่า “ไม่มีเวลามานั่งคุยกับคนไข้นาน ๆ แล้วก็ไม่ได้อะไร” รวมไปถึง “การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดของคนอื่นเป็นเรื่องยาก แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไร เรียนจิตเวชแล้วจะช่วยได้จริงหรือไม่” ผมคิดว่าการที่มีความคิดหลากหลายนี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่เราได้เรียน และได้สัมผัสถึงวิชาจิตเวชค่อนข้างน้อย ผมยังจำได้ว่าสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ได้ผ่านจิตเวชรวมแล้วในเวลา 3 ปี เวลายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่พวกเราเรียนอายุรศาสตร์หรือศัลยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่แพทย์มักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ ของวิชาที่เรียน

โดยทั่วไปงานของจิตแพทย์ คงไม่ได้แตกต่างจากแพทย์สาขาอื่น นั่นก็คือ การดูแลคนไข้ สิ่งที่แตกต่างกันออกไปคงเป็นวิธีการ approach มากกว่า เนื่องจากผู้ป่วยทางจิตเวชส่วนใหญ่มักจะพูดคุยได้ยากลำบากกว่าผู้ป่วยที่มีโรคทางกาย ผู้ป่วยบางคนไม่ยอมพูดด้วย บางคนคุยไม่รู้เรื่อง หรือบางคนเอาแต่นั่งร้องไห้ก็มี ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการสื่อสารค่อนข้างมาก ระหว่างฝึกอบรมก็จะมีการเรียนการสอน และสอบเทคนิค ในการสัมภาษณ์ผู้ป่วย ซึ่งในการซักประวัติก็ต้องอาศัยความรู้เรื่องโรคทางกายเช่นกัน เพราะว่าอาการทางจิตเวชนั้น สามารถเกิดจากโรคทางกายต่าง ๆ ได้ เช่น โรคทางระบบประสาท, โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน (autoimmune disease) ซึ่งต้องมีการตรวจร่างกายของผู้ป่วยโดยละเอียดเสมอ

หลังจากที่สามารถสืบค้น และให้การวินิจฉัยโรคได้แล้ว ต่อไปเป็นเรื่องของการให้รักษา ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาความรู้ในด้านเภสัชวิทยาค่อนข้างมาก ทำให้ยาทางจิตเวชเพิ่มมากขึ้น และมีกลไกการออกฤทธิ์ที่หลายหลายกันออกไป นอกจากการใช้ยาแล้วยังมีการทำ “จิตบำบัด” ซึ่งเคยมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า เปรียบเสมือน “มีดผ่าตัด” ของศัลยแพทย์ คือถ้าทำจิตบำบัดไม่ได้ ก็เหมือนกับศัลยแพทย์ที่ไม่มีมีดผ่าตัดนั่นแหละครับ

การทำจิตบำบัดไม่ใช่แค่การนั่งฟังนั่งคุย หรือแค่ปลอบใจผู้ป่วยเฉย ๆ (อย่างที่หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นงานสบาย แต่อย่างใด) แต่เป็นการพูดคุยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความรู้สึก และความนึกคิดของผู้ป่วย ซึ่งมีการใช้ทฤษฎี และกระบวนการชัดเจนในการคุยกับผู้ป่วย ซึ่งเกือบทุกประโยคที่คุยกับผู้ป่วยอยู่นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าใจตนเอง และผู้อื่นมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น
นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่จิตแพทย์ต้องทำมากกว่าการดูแลผู้ป่วย นั่นก็คือ การพัฒนาตนเอง (self-development) ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำตลอดเวลาเช่นกัน ทุกครั้งที่ดูแลผู้ป่วย ผมเองก็มักจะได้เรียนรู้อะไรจากผู้ป่วย หลายครั้งที่ต้องบอกว่าเรื่องของผู้ป่วยก็โดนใจผมเช่นกัน แล้วอาจมีความรู้สึกร่วมไปกับเรื่องที่ผู้ป่วยเล่าด้วย ก่อนจะช่วยเหลือคนไข้ก็ต้องช่วยใจตัวเองก่อนเหมือนกัน ซึ่งในส่วน self-development ผมคิดว่าเป็นส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่สุดที่ได้มาเรียนวิชาจิตเวชศาสตร์เลยนะครับ ผมคิดว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่แพทย์สาขาอื่นไม่ค่อยได้รู้เกี่ยวกับการทำงานของจิตแพทย์เท่าไหร่นัก


การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ตลอดการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน 3 ปีก็จะมีการจัดการเรียนการสอนโดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ 3 ด้าน คือ
1. เจตคติ (Attitude) เพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ และการดูแลผู้ป่วยในฐานะของจิตแพทย์
2. ความรู้ (Knowledge) เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ behavioral science, การวินิจฉัยและรักษาโรคต่าง ๆ ทางจิตเวช
3. ทักษะทางคลินิก (Clinical skills) เช่น ทักษะการสัมภาษณ์ผู้ป่วย, การพูดคุยเพื่อให้เข้าใจโรค และตัวตนของผู้ป่วย รวมถึงการทำจิตบำบัด
นอกจากนี้ทางภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ยังได้ให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อ “การพัฒนาตัวตนภายใน” โดยมีการจัดอบรมต่าง ๆให้กับแพทย์ประจำบ้าน เช่น การอบรมการพัฒนาตนเองตามแนวทางนพลักษณ์, การเจริญสติในชีวิตประจำวัน, Satir’s transformation therapy ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้แพทย์ประจำบ้านได้รู้จักตนเองมากขึ้น และสามารถพัฒนาจิตใจของตนเองอย่างต่อเนื่องหลังจากจบการฝึกอบรม
คุณสมบัติของผู้สมัครเรียน
ผู้ที่สมัครเรียนสาขาจิตเวชศาสตร์ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจใคร่รู้ นอกเหนือจากวิชาการทางจิตเวชศาสตร์แล้ว ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับชีวิต เรื่องราวของผู้ป่วย ให้ความสนใจเกี่ยวกับ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้ป่วย ควรเป็นผู้ที่ชอบในการคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ของผู้ป่วย อย่าเลือกเรียนเพียงเพราะคิดว่าเรียนจิตเวชแล้วสบาย งานไม่หนัก หรือเรียนเพื่อเป็นทางผ่านให้มีเวลาไปทำงานอย่างอื่น เพราะจะทำให้ไม่มีความสุขในการเรียน ไม่สามารถเรียนได้ดี และทำให้เสียโอกาสแก่ผู้ที่อยากเป็นจิตแพทย์จริง ๆ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

คณะ สาขาที่เกี่ยวกับการเป็นจิตแพทย์

จิตแพทย์ ต้องเรียนคณะแพทยศาสตร์ 6 ปีก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เรียนเฉพาะทางต่อสาขาจิตเวชศาสตร์ ถามว่าเกี่ยวกับการแพทย์หรือแพทย์สาขาอื่นๆมั้ย อาจไม่ทราบ จริงๆมันเกี่ยวมาก แล้วจิตแพทย์เองก็ยังต้องทำงานรว่มกับแพทย์สาขาอื่นๆในผู้ป่วยบางรายด้วย

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS