การประกาศเกียรติคุณจิตแพทย์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2552
สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มให้มีการมอบรางวัลจิตแพทย์ดีเด่นทุก ๆ 2 ปีมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านความเป็นครู, ด้านการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่วงการจิตเวช และด้านการวิจัย สำหรับในปีพ.ศ.2551 – 2552 นี้ สมาคมฯ ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาคัดเลือกจิตแพทย์ดีเด่น ประกอบด้วย ศ.เกียรติคุณ นพ.จำลอง ดิษยวณิช เป็นประธานคณะกรรมการ และมีกรรมการอีก 4 คนคือ ศ.คลินิก พญ.อรพรรณ ทองแตง, นพ.ชัยฤทธิ์ กฤษณะ, ศ.นพ.พิเชฐ อุดมรัตน์ และ รศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล เป็นกรรมการและเลขานุการ ผลปรากฏว่า มีผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นจิตแพทย์ดีเด่นในด้านต่างๆ จำนวน 3 คน ดังนี้
ด้านความเป็นครู ได้แก่ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ
ด้านการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่วงการจิตเวช ได้แก่ พลตรีวีระ เขื่องศิริกุล
ด้านการวิจัย ได้แก่ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงสาวิตรี อัษณางค์กรชัย
คำประกาศเกียรติคุณศาสตราจารย์นงพงา ลิ้มสุวรรณ
ศาสตราจารย์นงพงา ลิ้มสุวรรณเป็นผู้อุทิศตนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรด้านสุขภาพจิตทุกระดับ อาจารย์เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง ตั้งใจสอนอย่างใส่ใจทุกครั้งด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย โดยจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้วยความเต็มใจ ทั้งยินดีที่จะตอบคำถามของลูกศิษย์ เมื่ออาจารย์ทราบว่าแพทย์ประจำบ้านคนใดมีปัญหาด้านการเรียน อาจารย์ จะแบ่งเวลามาสอนแพทย์ประจำบ้านคนนั้นเพิ่มเติม และยังพยายามสอดแทรกประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ชีวิต นอกเหนือจากความรู้ทางการแพทย์อีกด้วย อาจาย์นงพงาเป็นผู้มีความสามารถในการสอนบทเรียนที่ยากและเป็นนามธรรมให้ผู้เรียนได้เข้าใจโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และเกิดความประทับใจ จดจำบทเรียนได้ เพราะอาจารย์จะสอดแทรกตัวอย่างผู้ป่วย จึงทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพและสามารถนำไปใช้รักษาในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้มอบประกาศเกียรติคุณให้กับอาจารย์ เมื่อปี พ.ศ.2549 ในฐานะเป็นผู้มีเกียรติคุณเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ตัวอย่างของสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่สำคัญสำหรับวงการจิตเวชศาสตร์ คืออาจารย์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้เกิดหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น และขยายการรับแพทย์ในสาขานี้เนื่องจากจำนวนของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยยังมีน้อย
เมื่ออาจารย์พบว่าจิตบำบัดตามแนวซาเทียร์ สามารถทำให้การรักษาด้วยจิตบำบัดได้กระชับและเป็นรูปธรรม ได้ผลดีและรวดเร็วกว่าเดิม อาจารย์ก็ไม่รีรอที่จะนำมาเผยแพร่ในประเทศไทย และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่แพร่หลายในวงการจิตเวช ทั้งนี้อาจารย์ได้ริเริ่มโครงการฝึกอบรมนักจิตบำบัดของไทยตามแนวซาเทียร์ขึ้น เพื่ออบรมให้กับบุคลากรที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา สามารถทำจิตบำบัดได้เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกับปัญหาทางสุขภาพจิตที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ
นอกจากนี้อาจารย์ยังได้ริเริ่มประยุกต์ใช้พุทธศาสนากับการเรียนการสอนให้กับแพทย์ประจำบ้าน โดยมองเห็นว่าศาสตร์ทางด้านจิตใจของตะวันออกนั้นได้พัฒนาไปไกลกว่า ลึกซึ้งมากกว่าศาสตร์ของทางตะวันตก คือลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณไม่ใช่แค่ระดับจิตใจเท่านั้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นสมควรให้ศาสตราจารย์นงพงา ลิ้มสุวรรณ ได้รับรางวัลจิตแพทย์ดีเด่นด้านความเป็นครู ประจำปี พ.ศ.2551 – 2552
คำประกาศเกียรติคุณพลตรีวีระ เขื่องศิริกุล
พลตรีวีระ เขื่องศิริกุล เป็นผู้ที่ได้อุทิศตนทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่วงการจิตเวชอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานจนเป็นที่ประจักษ์ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือแก่วงการจิตเวชอย่างเต็มใจทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
พลตรีวีระได้รับเลือกจากสมาชิกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยทั่วประเทศ ให้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการอำนวยการสมาคมจิตแพทย์ฯ มาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 16 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 เป็นต้นมา โดยตั้งแต่พ.ศ.2534 อาจารย์ได้ดำรงตำแหน่งประธานวิชาการของสมาคมจิตแพทย์ฯ สองวาระติดต่อกัน และตำแหน่งอุปนายกอีกสองวาระ ในช่วงปี พ.ศ.2541-2544 และสุดท้ายขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมจิตแพทย์ฯ ถึงสองวาระซ้อนในพ.ศ.2545-2548 นับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานซึ่งอาจารย์ได้มีส่วนทำงานให้กับวงการจิตแพทย์ผ่านทางสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
นอกจากนี้อาจารย์ยังได้รับเลือกจากสมาชิกของราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยทั่วประเทศ ให้เข้ามาเป็นคณะผู้บริหารของราชวิทยาลัยจิตแพทย์ฯ ตั้งแต่ยุคต้นๆ ในพ.ศ.2536 ตราบมาถึงปัจจุบัน โดยอาจารย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของราชวิทยาลัยฯ หลายตำแหน่ง เช่น ปฏิคม และเลขาธิการ เป็นต้น และล่าสุดนี้อาจารย์เพิ่งได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกทั่วประเทศ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยคนใหม่ ในปี พ.ศ.2553 ที่จะถึงนี้
ในด้านการฝึกอบรมและสอบเพื่อให้ได้รับวุฒิบัตรและอนุมัติบัตรสาขาจิตเวชศาสตร์นั้น พลตรีวีระได้เข้าร่วม เป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (อฝส) สาขาจิตเวชศาสตร์ของแพทยสภา มาตั้งแต่พ.ศ.2532 ตราบจนถึงปัจจุบัน โดยอาจารย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเลขานุการของคณะอนุกรรมการชุดนี้มาเป็นระยะเวลานาน ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ (อฝส.) ดังกล่าวเป็นระยะเวลา 4 ปีติดต่อกันคือ ในปีพ.ศ.2549-2552
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นสมควรให้พลตรีวีระ เขื่องศิริกุล ได้รับรางวัลจิตแพทย์ดีเด่นด้านการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่วงการจิตเวช ประจำปีพ.ศ.2551- 2552
คำประกาศเกียรติคุณรองศาสตราจารย์สาวิตรี อัษณางค์กรชัย
รองศาสตราจารย์สาวิตรี อัษณางค์กรชัย เป็นจิตแพทย์นักวิจัยที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ เนื่องจากอาจารย์สาวิตรีสนใจงานวิจัยในด้านสุราและ สารเสพติด งานวิจัยของอาจารย์จึงมักได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติซึ่งมี impact factor สูง เช่น วารสารAddiction, วารสาร Psychiatry Research, วารสาร Alcoholism: Clinical and Experimental Research และ วารสาร Drug and Alcohol Dependence เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2550 อาจารย์สาวิตรี ได้รับเชิญให้เขียน review article เรื่อง The treatment of alcohol dependence ในวารสาร Current Opinion in Psychiatry ซึ่งเป็น official journal ของสมาคมจิตแพทย์โลก หรือ WPA ( World Psychiatric Association) และเป็นวารสารที่รับตีพิมพ์บทความเฉพาะที่เป็น invited reviewer เท่านั้น และในปี พ.ศ.2552 นี้ อาจารย์ก็ยังได้รับเชิญให้เขียนทบทวนบทความเรื่อง Substance use and associated health-risk behaviours among high-school students ในวารสารนี้อีกด้วย สำหรับเงินทุนวิจัยนั้นอาจารย์สาวิตรีได้รับเงินทุนวิจัยจากหน่วยงานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เช่น องค์การอนามัยโลก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ป.ป.ส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น
นอกจากผลงานวิจัยข้างต้นแล้ว อาจารย์สาวิตรียังได้ใช้ความรู้ความสามารถทางการวิจัยเพื่อประโยชน์ของวิชาชีพแพทย์และจิตแพทย์อีกหลายประการ เช่น เป็น กองบรรณาธิการของ วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, Journal of The Medical Association of Thailand, ASEAN Journal of Psychiatry และเป็น expert reviewer/consultant/advisor สำหรับหนังสือขององค์การอนามัยโลกหลายเล่ม เช่น International guide for monitoring alcohol consumption and related harm, Use of psychotropic drugs in primary health care และ Atlas 2008-Resources for treatment and prevention of substance use disorder นอกจากนี้ยังเป็น peer reviewers ให้แก่วารสารทางวิชาการนานาชาติหลายฉบับ เช่น วารสาร Alcoholism: Clinical and Experimental Research, วารสาร Drug and Alcohol Review และ วารสาร Stress and Health เป็นต้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นสมควรให้รองศาสตราจารย์สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ได้รับรางวัลจิตแพทย์ดีเด่นด้านการวิจัย ประจำปี พ.ศ.2551- 2552
การประกาศเกียรติคุณจิตแพทย์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2552
ผู้สนใจเรียนจิตเวชศาสตร์
ปัจจุบันแพทย์ส่วนใหญ่ หลังจากจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว มักจะเลือกเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาที่ตนเองสนใจ จิตเวชศาสตร์เป็นอีกสาขาหนึ่งซึ่งมีแพทย์ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และเนื่องจากแพทย์ส่วนใหญ่จะได้มีโอกาสสัมผัส และเรียนรู้การทำงานของจิตแพทย์ค่อนข้างน้อยขณะเป็นนักศึกษาแพทย์ เมื่อเทียบกับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น อายุรกรรม หรือศัลยกรรม
บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาต่อในสาขาจิตเวชศาสตร์ ได้ศึกษาก่อนตัดสินใจเลือกเรียนต่อในสาขาจิตเวชศาสตร์
การทำงานของจิตแพทย์
เพื่อนผมบางคนบอกว่า “เป็นจิตแพทย์ไม่เห็นยาก งานสบาย แค่นั่งคุยกับผู้ป่วยก็เสร็จแล้ว งานก็ไม่หนัก เวรก็ไม่เหนื่อย” บ้างก็บอกว่า “ไม่มีเวลามานั่งคุยกับคนไข้นาน ๆ แล้วก็ไม่ได้อะไร” รวมไปถึง “การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดของคนอื่นเป็นเรื่องยาก แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไร เรียนจิตเวชแล้วจะช่วยได้จริงหรือไม่” ผมคิดว่าการที่มีความคิดหลากหลายนี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่เราได้เรียน และได้สัมผัสถึงวิชาจิตเวชค่อนข้างน้อย ผมยังจำได้ว่าสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ได้ผ่านจิตเวชรวมแล้วในเวลา 3 ปี เวลายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่พวกเราเรียนอายุรศาสตร์หรือศัลยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่แพทย์มักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ ของวิชาที่เรียน
โดยทั่วไปงานของจิตแพทย์ คงไม่ได้แตกต่างจากแพทย์สาขาอื่น นั่นก็คือ การดูแลคนไข้ สิ่งที่แตกต่างกันออกไปคงเป็นวิธีการ approach มากกว่า เนื่องจากผู้ป่วยทางจิตเวชส่วนใหญ่มักจะพูดคุยได้ยากลำบากกว่าผู้ป่วยที่มีโรคทางกาย ผู้ป่วยบางคนไม่ยอมพูดด้วย บางคนคุยไม่รู้เรื่อง หรือบางคนเอาแต่นั่งร้องไห้ก็มี ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการสื่อสารค่อนข้างมาก ระหว่างฝึกอบรมก็จะมีการเรียนการสอน และสอบเทคนิค ในการสัมภาษณ์ผู้ป่วย ซึ่งในการซักประวัติก็ต้องอาศัยความรู้เรื่องโรคทางกายเช่นกัน เพราะว่าอาการทางจิตเวชนั้น สามารถเกิดจากโรคทางกายต่าง ๆ ได้ เช่น โรคทางระบบประสาท, โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน (autoimmune disease) ซึ่งต้องมีการตรวจร่างกายของผู้ป่วยโดยละเอียดเสมอ
หลังจากที่สามารถสืบค้น และให้การวินิจฉัยโรคได้แล้ว ต่อไปเป็นเรื่องของการให้รักษา ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาความรู้ในด้านเภสัชวิทยาค่อนข้างมาก ทำให้ยาทางจิตเวชเพิ่มมากขึ้น และมีกลไกการออกฤทธิ์ที่หลายหลายกันออกไป นอกจากการใช้ยาแล้วยังมีการทำ “จิตบำบัด” ซึ่งเคยมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า เปรียบเสมือน “มีดผ่าตัด” ของศัลยแพทย์ คือถ้าทำจิตบำบัดไม่ได้ ก็เหมือนกับศัลยแพทย์ที่ไม่มีมีดผ่าตัดนั่นแหละครับ
การทำจิตบำบัดไม่ใช่แค่การนั่งฟังนั่งคุย หรือแค่ปลอบใจผู้ป่วยเฉย ๆ (อย่างที่หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นงานสบาย แต่อย่างใด) แต่เป็นการพูดคุยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความรู้สึก และความนึกคิดของผู้ป่วย ซึ่งมีการใช้ทฤษฎี และกระบวนการชัดเจนในการคุยกับผู้ป่วย ซึ่งเกือบทุกประโยคที่คุยกับผู้ป่วยอยู่นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าใจตนเอง และผู้อื่นมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น
นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่จิตแพทย์ต้องทำมากกว่าการดูแลผู้ป่วย นั่นก็คือ การพัฒนาตนเอง (self-development) ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำตลอดเวลาเช่นกัน ทุกครั้งที่ดูแลผู้ป่วย ผมเองก็มักจะได้เรียนรู้อะไรจากผู้ป่วย หลายครั้งที่ต้องบอกว่าเรื่องของผู้ป่วยก็โดนใจผมเช่นกัน แล้วอาจมีความรู้สึกร่วมไปกับเรื่องที่ผู้ป่วยเล่าด้วย ก่อนจะช่วยเหลือคนไข้ก็ต้องช่วยใจตัวเองก่อนเหมือนกัน ซึ่งในส่วน self-development ผมคิดว่าเป็นส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่สุดที่ได้มาเรียนวิชาจิตเวชศาสตร์เลยนะครับ ผมคิดว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่แพทย์สาขาอื่นไม่ค่อยได้รู้เกี่ยวกับการทำงานของจิตแพทย์เท่าไหร่นัก
การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ตลอดการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน 3 ปีก็จะมีการจัดการเรียนการสอนโดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ 3 ด้าน คือ
1. เจตคติ (Attitude) เพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ และการดูแลผู้ป่วยในฐานะของจิตแพทย์
2. ความรู้ (Knowledge) เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ behavioral science, การวินิจฉัยและรักษาโรคต่าง ๆ ทางจิตเวช
3. ทักษะทางคลินิก (Clinical skills) เช่น ทักษะการสัมภาษณ์ผู้ป่วย, การพูดคุยเพื่อให้เข้าใจโรค และตัวตนของผู้ป่วย รวมถึงการทำจิตบำบัด
นอกจากนี้ทางภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ยังได้ให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อ “การพัฒนาตัวตนภายใน” โดยมีการจัดอบรมต่าง ๆให้กับแพทย์ประจำบ้าน เช่น การอบรมการพัฒนาตนเองตามแนวทางนพลักษณ์, การเจริญสติในชีวิตประจำวัน, Satir’s transformation therapy ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้แพทย์ประจำบ้านได้รู้จักตนเองมากขึ้น และสามารถพัฒนาจิตใจของตนเองอย่างต่อเนื่องหลังจากจบการฝึกอบรม
คุณสมบัติของผู้สมัครเรียน
ผู้ที่สมัครเรียนสาขาจิตเวชศาสตร์ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจใคร่รู้ นอกเหนือจากวิชาการทางจิตเวชศาสตร์แล้ว ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับชีวิต เรื่องราวของผู้ป่วย ให้ความสนใจเกี่ยวกับ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้ป่วย ควรเป็นผู้ที่ชอบในการคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ของผู้ป่วย อย่าเลือกเรียนเพียงเพราะคิดว่าเรียนจิตเวชแล้วสบาย งานไม่หนัก หรือเรียนเพื่อเป็นทางผ่านให้มีเวลาไปทำงานอย่างอื่น เพราะจะทำให้ไม่มีความสุขในการเรียน ไม่สามารถเรียนได้ดี และทำให้เสียโอกาสแก่ผู้ที่อยากเป็นจิตแพทย์จริง ๆ
คณะ สาขาที่เกี่ยวกับการเป็นจิตแพทย์
จิตแพทย์ ต้องเรียนคณะแพทยศาสตร์ 6 ปีก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เรียนเฉพาะทางต่อสาขาจิตเวชศาสตร์ ถามว่าเกี่ยวกับการแพทย์หรือแพทย์สาขาอื่นๆมั้ย อาจไม่ทราบ จริงๆมันเกี่ยวมาก แล้วจิตแพทย์เองก็ยังต้องทำงานรว่มกับแพทย์สาขาอื่นๆในผู้ป่วยบางรายด้วย
เส้นทางการเป็นจิตแพทย์
เส้นทางการเป็นจิตแพทย์
ตอนปี6 สมัครเรียนต่อแผนกจิตเวชฯ สิ่งที่ต้องใช้คือ ผลการเรียน(transcription), จดหมายรับรองจากอาจารย์ 1ท่าน, รูป 2ใบ และเรียงความเรื่องชีวิตของฉัน ความยาว 1หน้ากระดาษเอสี่ ทางธุรการติดต่อให้ฉันมาทำบททดสอบทางจิตวิทยา (200กว่าข้อแน่ะ) และมีการสอบสัมภาษณ์จากอาจารย์ ตอนนั้นมีประมาณ 5-6 ท่าน อาจารย์ถามเกี่ยวกับเรื่องราวของฉัน เรียนจบจากที่ไหน พ่อแม่ทำอะไร บ้านอยู่ที่ไหน ถามว่ารู้สึกตัวเมื่อไหร่ว่าอยากเรียนจิตเวช เพราะอะไรถึงอยากเรียน คนไข้ประเภทไหนที่ฉันอยากจะรักษามากที่สุด เคยไหมที่ได้ดูคนไข้แล้วรู้สึกว่าซ้อนทับกับประสบการณ์ของตัวเอง ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่คิดจะทำอะไรต่อ เป็นต้น ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์สบายๆ แต่ฉันตื่นเต้น แก้โดยการตอบคำถามเสียงดังมั่นใจกลบเกลื่อนไป คิดยังไงก็ตอบไปอย่างนั้น
เมื่อสัมภาษณ์เสร็จ ฉันคิดแล้วว่าถ้าไม่ได้เรียนที่นี่ ก็จะออกไปทำงานที่ร.พ.ชุมชนก่อน แล้วหาทุนมาเรียนจิตแพทย์ อาจารย์บอกว่าจะต้องรออีกประมาณ 1สัปดาห์จะแจ้งผลให้ทราบ แต่เวลาผ่านไปประมาณ 1ช.ม. ทางธุรการก็แจ้งมาว่ารับฉันเรียนต่อ เอ่อ อึ้ง....รวดเร็วทันใจ ไหนว่าอีกสัปดาห์นึงไง ตั้งรับไม่ทัน แต่ก็ดีใจมากๆ ส่วนทางบ้านไม่สนับสนุนให้เรียนจิตเวชฯตั้งแต่แรก เค้าให้เหตุผลในความเข้าใจของเค้าว่า หมออยู่กับคนเพี้ยน สุดท้ายหมอก็จะเพี้ยนไปด้วย เวลาบอกญาติผู้ใหญ่ หลายๆคนชักสีหน้า แนะนำให้เรียนสาขาอื่นๆที่คิดว่าดีกว่า ฉันก็ได้แต่ยิ้มๆและยืนยันว่าจะเรียนในสาขานี้ ขนาดแค่จะเรียนเป็นจิตแพทย์ยังถูกสังคมส่วนนึงมองว่าไม่ดี ทัศนคติของคนในสังคมต่อผู้ป่วยจิตเวชจะแย่ขนาดไหน
ปีแรกที่เข้ามาเป็นหมอ เรียกว่าIntern ซึ่งต้องผ่านแผนกหลักๆของร.พ. 1ปี ความรู้โรคทางกายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะโรคบางอย่างแสดงอาการทางจิต แต่ความจริงเป็นโรคทางกายซ้อนเร้นอยู่ ซึ่งถ้ารักษาไม่ทันจะเป็นผลเสียถึงแก่ชีวิตได้ ฉันก็พยายามเรียนรู้เท่าที่สติปัญญาและความขยันจะเอื้ออำนวย มีช่วง 2เดือนที่ได้มาผ่านจิตเวช ก่อนจะเข้ามาเรียนเต็มตัวในปีถัดไป ยอมรับว่าช่วงแรกเหนื่อยมาก เครียด ปวดหัวเลยแหล่ะ ต้องดูทั้งแผนกผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และห้องฉุกเฉิน ความมั่นใจในการคุยกับไข้ยังมีน้อย วินิจฉัยโรคก็ยังไม่ชำนาญ คุยกับคนไข้เป็นชั่วโมง สองชั่วโมง แต่จับประเด็นไม่ได้ ไม่รู้ว่าต้องถามข้อมูลที่มีประโยชน์อะไรบ้าง ให้คนไข้พูดไปน้ำไหลไฟดับ มึนฮับ@__@ วิทยายุทธการเบรกคนไข้ยังทำไม่เป็น เจอคนไข้กดดัน ต่อรองคุณหมอเพราะอยากกลับบ้าน แต่ญาติอยากให้อยู่ต่อบอกว่าคุณหมอช่วยพูดให้หน่อยซิ เอ่อ....คนในอยากออก คนนอกไม่อยากให้ออก มีเคสที่ห้องฉุกเฉิน ส่วนใหญ่เป็นทำร้ายตัวเอง พยายามฆ่าตัวตายมา จะต้องเข้าไปคุยยังไงดี ต้องพูดอะไรบ้าง หรือบางทีเจอคนไข้ไม่ยอมพูดกับคุณหมอเลย แงๆ เหนื่อยใจเหลือเกินอารมณ์และหัวใจยังไม่แข็งแรงพอ.......
ถามตอบความรู้จิตเวช
จิตเวช คือ จิต+เวช(การแพทย์) แปลว่า การแพทย์ และ โรค ที่เกี่ยวกับทางจิตใจ
จิตวิทยา คือ จิต+วิทยา แปลว่า การศึกษาด้านจิตใจ ไม่ได้ศึกษาการแพทย์
จิตแพทย์ คือ แพทย์ที่รักษาโรคด้านจิตใจ มีความรู้ด้านจิตเวชเป็นหลัก ใช้ยาได้
นักจิตวิทยา คือ ผู้ที่มีความรู้เฉพาะด้านจิตวิทยา ใช้ยาไม่ได้
1-ถาม-อาการป่วยทางจิตเวชทุกรายคือ “บ้า” ใช่หรือไม่
ตอบ-ไม่ใช่ อาการป่วยทางจิตเวชไม่ใช่ทุกราย ที่มีอาการบ้า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น อาการป่วยทางจิตเวชมีหลายชนิด ได้แก่ โรคจิต โรคอารมณ์แปรปรวน โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคเครียดที่เกิดจากสถานการณ์ร้ายแรงในชีวิต โรคปรับตัวผิดปกติ บุคลิกภาพบกพร่อง ฯลฯ
ส่วนอาการที่เรียกว่าอาการบ้านั้น จะเข้าได้กับอาการโรคจิต แต่คนทั่วไปมักเข้าใจว่า โรคทางจิตเวชทั้งหมด คือ “บ้า”
สรุป อาการบ้า เป็น subset ของ อาการโรคจิต และ โรคจิต เป็น subset ของ โรคทางจิตเวชซึ่งมีหลายร้อยโรค
2-ถาม-งั้นโรคจิตคืออะไร
ตอบ-โรคจิต ไม่ใช่คนที่ทำในสิ่งน่ารังเกียจ เช่น แอบดูผู้หญิงอาบน้ำ หรือ โชว์อวัยวะเพศ พวกนี้เราเรียกว่า โรคกามวิปริต และ โรคจิตไม่ใช่คนนิสัยไม่ดี ที่เราเรียกว่า สัน...ดาน
คนที่เป็นโรคจิต จะมีอาการดังนี้
1) ประสาทสัมผัสหลอน เช่น ได้ยินเสียงคนที่ตายไปแล้ว ได้ยินเสียงกระแสจิต หรือเห็นภาพที่คนอื่นไม่เห็น ได้กลิ่นที่คนอื่นไม่ได้กิน และอาการเหล่านี้เป็นบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน
2) หลงผิดอย่างรุนแรง เช่นคิดว่ามีคนจะมาฆ่า ทั้งที่จริงๆไม่มี หรือคิดว่าตัวเอง เป็นพระเจ้ากลับชาติมาเกิด หรือคิดว่ามีมนุษย์ต่างดาวจับตนไปฝังเครื่องส่งสัญญาณโดยที่ไม่มีเหตุผลที่ฟังแล้วเป็นเหตุผลที่น่าเชื่อถือ
3) พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ถ้าในช่วงแรกจะสังเกตได้ยาก ต้องเป็นคนใกล้ชิดเท่านั้น ที่พอทราบ แต่ช่วงหลังจะเปลี่ยนหนัก เช่น ไม่หลับไม่นอนไม่กินข้าวปลา เดินทั้งคืน พูดคนเดียว
3-ถาม-งั้นสาเหตุของโรคจิตล่ะ
ตอบ- สาเหตุมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรคทางสมองเช่นถูกกระทบกระเทือนสมอง การใช้สารเสพติด เช่น ดมกาว ยาบ้า ยาไอซ์ ยาอี ยาลดความอ้วนบางประเภท กัญชา หรือ แม้แต่สุรา หรือเป็นจากสารพันธุกรรม(มักเริ่มมีอาการในช่วงวัยรุ่น) โดยพบว่า ในคน 100 คน จะพบ คนเป็นโรคจิต ประมาณ 3-4 คน โดยในนั้นโรคจิตที่พบบ่อยที่สุด คือ “โรคจิตเภท” (ไม่ใช่จิตเวชนะครับ) ในคน 100 คน พบได้ 1 คน
สรุป โรค จิตเภท เป็น Subset ของ โรคจิต และ โรคจิต เป็น subset ของ โรคทางจิตเวช
4-ถาม-แล้วรักษาอย่างไร
ตอบ- ทางการแพทย์พบว่าคนเป็นโรคจิต มีสารเคมีชื่อ Dopamine ในสมองที่สูงผิดปกติ การรักษาจึงเป็นการใช้ยาปรับสมดุลในสมอง ซึ่งถ้าไม่รักษาปล่อยให้สารตัวนี้สูงผิดปกติไปนานนาน สิ่งที่ตามมาคือการทำลายเนื้อสมองถาวร และ ผู้ป่วยจะไม่กลับคืนปกติ ดังเช่นที่เห็นในผู้ป่วยบางรายที่ญาติคิดว่าผีเข้า ไม่พามารักษา ไปรักษาหมอผี หมดเงินเป็นแสน กว่าจะมาพบแพทย์ก็สายเกิน ไม่สามารถเหมือนเดิมได้ หรือคนที่ใช้สารเสพติดนานๆ สมองถูกทำลายไปมาก ก็ไม่สามารถกลับปกติได้ ส่วนใหญ่หมอจะไม่หักล้างความเชื่อ แต่ถ้าญาติอยากรักษาทางไสยศาสตร์ ก็จะขอร้องให้รักษาทางยาด้วย เนื่องจากถ้าปล่อยไป เราก็จะเห็นคนที่เป็นโรคจิตที่รักษายากเกินเยียวยาเต็มท้องถนน
ลองคิดกันง่ายๆว่า ทุกๆ 100 คน จะมี 1คน ที่เป็นโรคจิตเภท ดังนั้น 60 ล้านคน จะมีโรคจิตเภทกี่คน มีที่มารักษากี่คน และ รักษาบ้างไม่รักษาบ้างกี่คน ในจำนวนนี้มีคนที่มีใบขับขี่กี่คน
5-ถาม-ทำไมรัฐไม่เก็บคนโรคจิตเข้าโรงพยาบาลจิตเวชให้หมด จะได้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อคนอื่น
ตอบ-คนที่เป็นโรคจิต ที่ก่อคดีหรือความรุนแรง คิดเป็น %น้อยมาก เมื่อเทียบกับ คนทั่วไป แต่เวลาก่อคดี จะทำพฤติกรรมแปลกประหลาด จึงมักดังลงข่าว เช่น โดยหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง เช่น “ลูกทรพีเอาขวานจามหัวพ่อตัวเอง” และ
ดังกล่าวแล้วว่า โรคจิตพบได้ ประมาณ 3% (ในจำนวนนี้เป็นโรคจิตเภท 1%) ดังนั้นถ้าเอารวมกับโรคทางจิตเวชอื่นๆ ที่พบในประชากรทั่วไป จะมีดังนี้
ลองคิดเล่นๆจะมีผู้ป่วยทางจิตเวชเท่าไหร่
โรคจิตเวชที่พบส่วนใหญ่ = โรคจิต 3 %( ประมาณ 1 ล้าน 8 แสนคน) +โรควิตกกังวล 3-5% (ประมาณ 2-3 ล้านคน) + โรคซึมเศร้า 15% (ประมาณ 9 ล้านคน)
ดังนั้นคำตอบว่าทำไมรัฐปล่อยให้คนไข้โรคจิตมาเดินเพ่นพ่าน คำตอบอยู่ด้านบน ส่วนคำถามคือ ตรงนี้จะเอาใครที่ไหน มาเลี้ยงดูคนเป็นล้าน ถ้าคิดแค่โรคทางจิตเวช กลุ่มโรคจิตอย่างเดียว ก็ล้านแปด ขณะที่ ทั่วประเทศ มีหมอจิตเวช แค่ 300 กว่าคน โรงพยาบาลจิตเวชมีแค่ 13 โรง แต่ละโรงตอนนี้ก็อัดกันเหมือน โรงฆ่าหมู บางรพ.พยาบาลในตึกมีอยู่สองคน ต้องดูคนไข้ 60 คน บุคลากรที่ทำงานจิตเวช น้อยมาก เนื่องจากไม่มีใครอยากทำงาน บางครั้งก็ถูกข่าวลือ เช่นว่า -รพ.ทำให้คนเป็นบ้า –มีการจ่ายยาให้คนไข้เป็นบ้า –เลี้ยงไข้ –โรงพยาบาลบ้าเจ้าหน้าที่ก็ต้องบ้า –โรงพยาบาลบ้าทุบตีคนไข้ –โรงพยาบาลบ้าซูเอี๋ยกับญาติเพื่อปรักปรำคนไข้ –โรงพยาบาลบ้ารับเงินจากคนรวยเพื่อบอกว่าคนนี้บ้าจะได้พ้นผิดจากคดีเป็นต้น
คำตอบอื่นๆอยู่ที่ญาติว่าจะพามาหาหมอหรือไม่ ญาติบางคนเลือกพาคนไข้ไปหาหมอผี มากกว่าจะพามาหา จิตแพทย์ เพราะกลัวเจอคนรู้จัก กลัวอับอาย “ปิดบังข้อมูล ว่าผู้ป่วยไม่เคยป่วยจิต” (ทั้งที่กินยาอยู่ทุกวันเพื่อให้อาการปกติ) ผู้ป่วยบางคนก็อับอายไม่กล้าบอกใครว่าตนป่วย ผู้ป่วยจิตเวชในสังคม จึงเดินปะปนกับคนทั่วไปไม่มีใครรู้หรอกครับ ว่าเขาป่วย ถ้าได้รับการรักษาอย่างดี “ซึ่งผู้ป่วยจิตเวชส่วนมากไม่ใช่คนไม่ดี แต่เขาป่วย” แต่มักถูกผู้ป่วยส่วนน้อยที่ไม่ดี ทำให้เขาถูกสังคมรังเกียจ
ดังนั้นใครจะมาหาหมอล่ะครับ ใครจะบอกคนอื่นล่ะครับ ว่าเคยไปศรีธัญญา ใครขอใบรับรองแพทย์ไปทำใบขับขี่แล้วจะบอกล่ะครับ ว่าเคยเป็นโรคจิต
แล้วหมอมีสิทธิ์หรือครับ ที่จะจับผู้ป่วยทางจิตทุกคนเข้ามาขังในรพ. ต่อให้เลือกเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงเข้ามาขัง ก็ที่ไม่พออยู่ดี
-แล้วญาติจะยอมหรือครับ - คนไข้จะยอมหรือครับ เขาก็อ้างได้ว่าตอนนี้เขาคุมตัวเองได้ ถ้าหมอบังคับเขา หมอต้องโดนข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ถ้าญาติและคนไข้ไม่ยอม หมอก็ทำอะไรไม่ได้ เรียกว่า ให้นอนรพ.ก็โดน ปล่อยไปก็ซวย ดังนั้นหมอจิตแพทย์จึงน้อยมาก
6-ถาม-อ้าวก็เห็นมีคณะจิตวิทยา เปิดกันโครมๆทำไมจิตแพทย์ถึงขาดหล่ะ
ตอบ- จิตแพทย์ คือแพทย์ที่เรียนจบหกปี ได้เป็นแพทย์ทั่วไป ไปใช้ทุนหาประสบการณ์ หรือไม่ก็ได้ แล้วก็มาเรียนต่อเฉพาะด้านเหมือนศัลยกรรม หรือ สูติกรรม อีก 3 ปี รวมๆ การจะเป็นจิตแพทย์ จะต้องใช้เวลาประมาณ 9-12 ปี
ขณะที่คณะจิตวิทยา จะผลิตบัณฑิต ตามหลักสูตร 4 ปี จบมาเป็นนักจิตวิทยา ซึ่งจะจ่ายยารักษาโรคทางจิตไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้เรื่องโรคทางสมอง ที่มีผลต่อทางจิต
7-ถาม-แล้วโรคจิตแบบไหนที่ทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ
-ตอบ-ตามมาตรา 65 นั้น จะศาลจะลดหย่อนโทษให้ได้ในกรณีที่จำเลยมี ภาวะวิกลจริต จิตบกพร่อง หรือ จิตฟั่นเฟือน ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องรับโทษหากขณะที่กระทำความผิด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
-วิกลจริต=โรคจิต
-จิตบกพร่อง= ปัญญาอ่อน
-จิตฟั่นเฟือน= โรคอารมณ์แปรปรวน
แต่ “หากขณะที่กระทำความผิดยังรู้ผิดชอบ ต้องรับโทษครับ” ซึ่งตรงนี้ ไม่มีหมอคนไหนกล้าฟันธงว่า ขณะที่ทำความผิดจำเลยรู้ผิดชอบไหม เนื่องจากหมอไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และไม่ใช่หน้าที่หมอที่จะบอกได้ หมอแค่บอกได้ว่าป่วยหรือไม่ป่วย ที่เหลือศาลท่านต้องพิสูจน์ตามหลักฐานว่าจำเลยรู้ผิดชอบไหม
ดังนั้นการป่วยทางจิตไม่ใช่เหตุละเว้นโทษ แต่การไม่รู้ผิดชอบชั่วดีขณะที่ทำเป็นเหตุละเว้นโทษ ซึ่งต้องอาศัยหลักฐานหลายอย่างพิสูจน์ และขึ้นอยู่กับศาล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมอครับ
8- ถาม-ทำไมหมอไม่ห้ามคนเป็นโรคจิต ขับรถ ไม่ห้ามคนเป็นโรคจิตถือมีด ไม่ห้ามคนเป็นโรคจิต ทำอะไรที่อันตราย
-ตอบ- ทำไมหมอจะไม่ห้ามครับ แต่มีกฎหมายให้ห้ามได้เหรอครับ สมมติคุณเป็นเบาหวาน หมอบอกไม่ให้คุณกินเป๊ปซี่ หมอห้าม แล้วคุณทำตามได้ไหมครับ หมอบอกให้มากินยาฆ่าเชื้อจนหมด คุณทำตามได้ไหมครับ หมอบอกให้มารักษาต่อเนื่อง แล้วมากันทุกคนไหมครับ
9-ถาม-ขาดสติยังรู้ตัวไหม ยังรู้ผิดชอบไหม
ตอบ- ขาดสติ ยังรู้ตัวครับ เพราะยังเหลือสติอยู่บางส่วน
แต่ ไร้สติ หมดสติ นั้น ไม่รู้ตัวครับ
ส่วนเสียสตินั้น อาจรู้บ้าง ไม่รู้บ้างครับ เพราะมันเสียไป เหมือนคอมติดไวรัส ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ดังนั้นความเห็นผม ขาดสติ ยังรู้ตัวบางส่วน คุมตนเองได้บางส่วน ดังนั้นถ้าทำผิดต้องรับโทษครับ
10-ถาม- คนป่วยจิต ทำไมเรียนได้ ขับรถได้ ทำงานได้
ตอบ-เหมือนกรณีคุณหมอประกิตเผ่าครับ ยังสอนหนังสือได้ คนป่วยจิตหลายคนเป็นนักการเมือง เป็นครูบาอาจารย์ เป็นคนมีชื่อเสียง เป็นหมอ เป็นวิศว เป็นทนายความ ไม่ใช่ว่าคนป่วยโรคทางจิตเวชทุกคนต้องออกมาแต่งชุดลิเกเต้นรำนะครับ หรือพูดจาไม่รู้เรื่องนะครับ คนป่วยจิตเวชที่เกือบจะฆ่าเมียยังเคยได้รับรางวัลโนเบลเลยครับ
เมื่อไรจึงควรไปพบจิตแพทย์
เมื่อไรจึงควรไปพบจิตแพทย์
เมื่อมีใครบอกว่าเราควรไปพบจิตแพทย์เรามักเป็นเดือดเป็นร้อนเพราะบังอาจมาหาว่าเราบ้าหรือนี่ แต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยที่มาพบจิตแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ "บ้า" โดยเฉพาะในปัจจุบันจะมีผู้ป่วยคนไทยเดินเข้ามาขอพบจิตแพทย์เองเป็นจำนวนมากเพราะผู้คนมีการศึกษาดีขึ้น
ไม่ได้บ้าแล้วทำไมเขาต้องมาพบจิตแพทย์กันด้วยล่ะ ?
ปัญหาที่ทำให้ต้องมาพบจิตแพทย์โดยไม่ได้เป็นบ้าได้แก่
- มีเรื่องกลุ้มใจคิดไม่ตก ทำให้เครียด ปวดหัว นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย
- อยู่ๆก็เกิดอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้ง่าย อยากตาย โดยที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรมาทำให้เครียด
- เกิดอาการใจสั่น หายใจไม่ทัน กลัวตายชึ้นมาเฉยๆทั้งๆที่ไม่มีอะไรน่ากลัวเกิดขึ้น ไปหาหมอทีไรก็ตรวจไม่พบความผิดปกติ
- กลัวความสูง กลัวลิฟท์ กลัวแมลงสาบ ประหม่ากลัวคนมอง
- ย้ำคิดย้ำทำ ปิดประตูแล้วต้องดูซ้ำๆหลายๆเที่ยว หรือกลัวความสกปรก ล้างมือตั้งหลายเที่ยวก็ยังรู้สึกไม่สะอาดอยู่ดี
- เป็นคนอมทุกข์ หาความสุขไม่ค่อยได้ ทั้งๆที่อะไรๆก็เพียบพร้อม
- คบกับใครไม่ได้นาน จะต้องมีปัญหาร่ำไป และมักเป็นปัญหาคล้ายๆกันซ้ำๆ
แล้วที่เป็น "บ้า" จริงๆล่ะเป็นยังไง ?
คนที่เป็น "บ้า" "เพี้ยน" ซึ่งเราเรียกว่า "โรคจิต" หรือ "Psychosis" คือคนที่แยกแยะความเป็นจริงไม่ได้ทำให้เกิดอาการระแวง หลงเชื่อผิด เช่น คิดว่ามนุษย์ต่างดาวจะมาจับตัว คิดว่าคนในโทรทัศน์มาด่าตน คิดว่ามีจระเข้อยู่ในท้อง บางคนจะมีประสาทหลอนด้วย เช่น ได้ยินเสียงคนที่ตายไปแล้วมาชวนไปอยู่ด้วย หรือเห็นภูติผีปีศาจ หรือทำอะไรประหลาดๆ เช่น ออกไปยืนเพ่งพระอาทิตย์ ออกมาแก้ผ้าแก้ผ่อนออกมาตะโกนโหวกเหวกตามท้องถนน
จะเห็นว่าอาการของคน "บ้า" นั้นต่างจากพวกเราและคนทั่วไปมากในขณะที่อาการของคนที่ไม่ได้บ้านั้นมีหลายอย่างที่บางครั้งเราเองก็เคยเป็นแต่ก็ไม่ได้มาพบจิตแพทย์ นั่นเป็นเพราะอาการของโรคทางจิตเวชที่ไม่ได้ "บ้า" นั้นเป็นอาการที่คนทั่วไปก็เป็นได้แต่ไม่รุนแรงมาก แต่ถ้าเราเกิดอาการต่างๆนี้มากจน
1. รู้สึกเป็นทุกข์ทรมาณมาก (distressed)
2. เสียงานเสียการ (dysfunction)
3. ให้เราต้องทำอะไรที่อาจเกิดผลร้ายตามมา (maladaptive) เช่น ทำร้ายตนเอง ทำลายข้าวของ เสพยาเสพติด
แบบนี้เราจึงจะจัดว่าสุขภาพจิตไม่ดี ป่วยทางจิตเวชแล้ว และแม้จะเป็นการป่วยที่ยังไม่ "บ้า" แต่ก็ควรพบจิตแพทย์ครับ
มาพบจิตแพทย์แล้วจิตแพทย์ทำอย่างไร ?
การพบจิตแพทย์ก็คล้ายๆกับพบแพทย์ทั่วๆไปและครับ จะมีการถามประวัติความไม่สบายที่ต้องมาพบแพทย์และมีการตรวจสภาพจิต และอาจตรวจร่างกายด้วยถ้าแพทย์คิดว่ามีอะไรที่จะต้องตรวจดู แพทย์จะถามประวัติเกี่ยวกับอาการทางร่างกายที่เกิดขึ้น เช่น ปวดหัว เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เรี่ยวแรงไม่ค่อยมี นอนหลับยาก ตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อยาก ฯลฯ ประวัติเกี่ยวกับอาการทางจิตใจ เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย ร้องไห้ง่าย คิดอะไรซ้ำๆวนเวียน หรือความคิดไม่แล่นคิดอะไรไม่ออก ฯลฯ
นอกจากนี้แพทย์จะถามถึงความเป็นอยู่เช่น เป็นใคร ทำอาชีพอะไร บ้านอยู่ไหน แต่งงานแต่งการหรือยัง มีลูกกี่คน ถามถึงว่าช่วงนี้มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งที่ดี และที่ไม่ดี และผู้ป่วยรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนั้นและทำอย่างไรไป ถามประวัติส่วนตัวในอดีตเช่น พ่อแม่ทำอาชีพอะไร ชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไร ฯลฯ เพื่อจะได้เข้าใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญนั้นขึ้นทำไมผู้ป่วยจึงตัดสินใจทำแบบนั้น หรือทำไมจึงเกิดความรู้สึกแบบนั้น
ในการตรวจสภาพจิต จิตแพทย์จะดูตั้งแต่ท่าทาง การแต่งเนื้อแต่งตัว การพูดจา เพราะแค่นี้ก็พอบอกอะไรได้ตั้งหลายอย่างแล้ว เช่น คนที่เป็นโรคซึมเศร้ามักไม่ค่อยแต่งตัวไม่ค่อยแต่งหน้า คนที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำอาจจดที่หมอพูดทุกคำหรืออัดเทปไว้ด้วย คนที่เป็นโรคอารมณ์ดีผิดปกติมักพูดมาก เสียงดัง พูดไปหัวเราะไป คนที่เป็นโรคจิตคุยไปอาจต้องเอานิ้วมาทัดหูไปเพื่อเป็นเสาอากาศไว้ส่งกระแสจิต ฯลฯ นอกจากนี้แพทย์อาจถามคำถามบางอย่างเพื่อตรวจดูความคิด ความจำ สมาธิ การตัดสินใจของผู้ป่วยด้วยเช่น ให้จำของ 3 อย่าง ให้ทำ 100-7 ถามคำพังเพย ฯลฯ และเมื่อได้ข้องมูลมากพอจิตแพทย์จะเริ่มให้การรักษา
แล้วผู้ป่วยต้องทำอย่างไรบ้าง ?
สิ่งที่เราต้องทำเมื่อพบจิตแพทย์คือเล่าปัญหาให้แพทย์ฟัง ทั้งอาการไม่สบายที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทำให้เราเครียด ชีวิตส่วนตัวทั้งในปัจจุบันและในอดีต สิ่งต่างๆเหล่านี้แพทย์จะค่อยๆถามให้ผู้ป่วยเล่าออกมาได้เองโดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นจะต้อง "ท่องมา" หรือ "เรียบเรียง" เอาไว้ก่อน ผู้ป่วยเพียงแต่เล่าตามที่แพทย์ถามเท่าที่จะเล่าได้ เรื่องที่ลำบากใจยังไม่อยากเล่าก็เก็บไว้ก่อน เอาไว้พร้อมที่จะเล่าแล้วค่อยเล่าก็ได้จิตแพทย์จะไม่คาดคั้นเอาให้ได้ครับ จากนั้นก็ให้ฟัง! เมื่อแพทย์ได้ข้อมูลมากพอแพทย์จะอธิบายว่าท่านป่วยเป็นอะไร จะต้องปฏิบัติอย่างไร ตรงนี้ให้ตั้งใจฟัง อาจถามแพทย์ตรงที่ไม่ค่อยเข้าใจหรือให้ข้อมูลเพิ่มในกรณีที่ฟังแล้วมันไม่ใช่ไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่งานหลักในช่วงนี้คือ ฟัง เพราะการพูดแทรกเกินจำเป็นจะทำให้เสียเวลามากและแพทย์อาจตัดทอนเรื่องที่จะอธิบายบางเรื่องออกไปทำให้ผู้ป่วยเสียประโยชน์
จิตแพทย์เอาแต่ให้ยาใช่หรือไม่ ?
การรักษาทางจิตเวชนั้นมีทั้งการรักษาด้วยยาและการรักษาทางจิตวิทยา (ให้คำปรึกษา จิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด ฯลฯ) โรคบางโรคเรารักษาด้วยวิธีทางจิตวิทยาเป็นหลัก แต่ในบางโรคต้องรักษาด้วยยาเป็นหลัก และบางโรครักษาด้วยทั้ง 2 วิธีร่วมกัน โดยทั่วไปจิตแพทย์จะให้การรักษาทางจิตวิทยาด้วยทุกครั้ง สั้นบ้างยาวบ้าง ขึ้นกับความจำเป็นและสถานการณ์ เช่น ถ้ามีเวลามากแพทย์อาจให้คำปรึกษาหรือทำจิตบำบัดรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งค่อนข้างนาน แต่ในกรณีที่ข้างนอกยังมีผู้ป่วยรออีกหลายคนแพทย์อาจเพียงให้คำแนะนำสั้นๆ แต่ถ้าผู้ป่วยกำลังมีอาการมากและจำเป็นต้องให้การบำบัดทางจิตวิทยาแพทย์ก็อาจจะจำเป็นจะต้องปล่อยให้คนข้างนอกรอนานหน่อย
ผู้ป่วยหลายๆคนมักกลัวว่าจิตแพทย์จะให้กินยาแล้วจะติดยา เลิกไม่ได้ หรือกลายเป็น "ซอมบี้" ไป ยานั้นอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดของผู้ป่วยก็จริงแต่ยามีประโยชน์และช่วยให้ผู้ป่วยสบายเร็วขึ้น ยาทางจิตเวชในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูง มีทั้งชนิดที่ทำให้ง่วงและชนิดที่ไม่ทำให้ง่วง และยาส่วนใหญ่ไม่เสพติดโดยเฉพาะเมื่อใช้ให้ถูกวิธี
อาชีพ จิตแพทย์
ชื่ออาชีพ
จิตแพทย์ Psychiatrist
นิยามอาชีพ
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ได้แก่ผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยโรค สั่งยา และให้การรักษาความผิดปกติทางร่างกาย และจิตใจของมนุษย์ ทำการวิจัยปัญหาทางแพทย์และปฏิบัติงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงการตรวจร่างกาย การวินิจฉัยโรค การสั่งยา รักษาอาการผิดปกติต่างๆ อาจทำงานเฉพาะการให้คำแนะนำและรักษาทางยา ตรวจค้นโรคและความผิดปกติต่างๆ ของมนุษย์ เพื่อให้ทราบลักษณะ แก่นแท้ของสมมุติฐาน อาการ ผลของโรค และความผิดปกติสำหรับช่วยกำหนดวิธีการรักษา
ลักษณะของงานที่ทำ
1. ตรวจร่างกาย วินิจฉัยอาการทางจิต สั่งยา รักษาอาการผิดปกติของผู้ป่วย โดยการใช้เครื่องมือทดสอบที่เป็นมาตรฐาน ร่วมกับการสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ วิเคราะห์ และแปรผลการทดสอบ
2. ตรวจผู้ป่วยและตรวจหรือสั่งตรวจทางเอ็กซเรย์ หรือการทดสอบพิเศษ ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม
3. พิจารณาผลการตรวจและผลการทดสอบ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหรือแพทย์อื่นตามความ จำเป็น และวินิจฉัยความผิดปกติ
4. บำบัดรักษาอาการความผิดปกติทางจิตโดยสั่งยา หรือการรักษาอย่างอื่น และแนะนำผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยในเรื่องการปฏิบัติตนที่จำเป็นสำหรับรักษาตนให้พ้นจากการป่วยไข้
5. เก็บรักษาบันทึกเกี่ยวกับผู้ป่วยที่ได้ตรวจโรคที่เป็นและการรักษาที่ได้ให้หรือสั่ง
6. อาจรับผิดชอบและสั่งงานสำหรับพยาบาลในโรงพยาบาลหรือสถาบันอื่น
สภาพการจ้างงาน
ผู้ประกอบอาขีพนี้ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา ผู้สำเร็จการศึกษาวิชาจิตแพทย์ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำในอัตรา ดังนี้
วุฒิการศึกษา ราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน
ปริญญาตรี 8,190 9,500 -10,500 15,000 - 16,000
ปริญญาโท 9,040 15,000 -12,000 23,000 - 24,500
ปริญญาเอก 10,600 21,000 -22,000 28,000 - 30,000
ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง อาจต้องมาทำงานวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด อาจจะต้องมีการจัดเวรอยู่ประจำโรงพยาบาล นอกจากผลตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้ว ในภาครัฐ และภาคเอกชนอาจได้รับผลประโยชน์พิเศษอย่างอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินสะสม เงินช่วยเหลือสวัสดิการในรูปต่างๆ เงินโบนัส เป็นต้น สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาวิชาจิตแพทย์สามารถประกอบธุรกิจส่วนตัว หรือทำงานพิเศษนอกเวลาทำงานประจำ โดยรายได้ที่ได้รับขึ้นอยู่กับความสามารถและความอุตสาหะ
สภาพการทำงาน
ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาล โดยตรวจคนไข้ในที่อยู่ในความรับผิดชอบทุกวันและ ต้องตรวจคนไข้นอกที่เข้ามารับการรักษา ผู้ที่เป็นจิตแพทย์อาจถูกเรียกตัวได้ทุกเวลาเพื่อทำการรักษาคนไข้ให้ทันท่วงที และต้องพร้อมเสมอที่จะสละเวลาเพื่อรักษาคนไข้
ในสถานที่ทำงานจะต้องพบเห็น คนเจ็บ คนป่วย และอาจจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ป่วยที่กำลังคลุ้มคลั่ง ดังนั้นในห้องตรวจผู้ป่วยจะต้องมีพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลที่แข็งแรงและพร้อมที่จะจัดการผู้ป่วยที่เกิดอาการดังกล่าวได้ จิตแพทย์จึงต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน อดกลั้น เพราะหากมีจิตใจที่อ่อนไหวต่อสิ่งที่ได้ พบเห็นและไม่สามารถระงับอารมณ์ จะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานได้
อาชีพจิตแพทย์มักจะไม่ต้องออกปฏิบัติหน้าที่ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ส่วนใหญ่จะปฏิบัติงานในตัวเมืองที่มีความเจริญ หรือในสถานบำบัดรักษาผู้ป่วยทางจิต อาจจะเพราะในที่มีความเจริญมีงานที่ต้องแข่งขันกันสูงทำให้คนมีความเครียดและอาจจะเกิดความผิดปกติทางจิตซึ่งเป็นไปได้สูงกว่าในชนบท และสำหรับในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ หากมีผู้ป่วยทางจิตที่มีอาการรุนแรง มักถูกส่งมารับการรักษาในสถานบำบัดผู้ป่วยทางจิตในตัวเมือง
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
1. สำเร็จการศึกษาทางวิชาจิตแพทย์คณะแพทย์ศาสตร์
2. ขยันสนใจในการศึกษาหาความรู้ทางวิทยาการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี
3. มีสุขภาพสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่พิการหรือทุพพลภาพ ปราศจากโรค
4. สามารถอุทิศตนยอมเสียสละเวลา และความสุขส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่เดือดร้อนจาก การเจ็บป่วย มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่รังเกียจผู้เจ็บป่วย มีความเมตตา และมีความรัก ในเพื่อนมนุษย์ มีความเสียสละที่จะเดินทางไปรักษาพยาบาลผู้คนในชุมชนทั่วประเทศ
5. มีมารยาทดี สามารถเข้ากับบุคคลอื่นได้ทุกระดับ มีความอดทน อดกลั้น และมีความกล้าหาญ
6. มีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพของตนมีคุณธรรมและจริยธรรมทางการแพทย์ ไม่ใช้ ความรู้ทางวิชาการของตนไปหลอกลวงหรือทำลายผู้อื่น
ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ : ผู้สำเร็จหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่า และสามารถสอบผ่านวิชาต่างๆ ในการคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา คือ วิสามัญ 1 คณิตศาสตร์ กข. เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ กข. และความถนัดทางการแพทย์ ตลอดจนการสอบสัมภาษณ์ และการตรวจร่างกาย จึงมีสิทธิเข้าศึกษาแพทย์ โดยมีสถาบันที่เปิดสอนวิชาการแพทย์ระดับปริญญาหลายแห่งในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ผู้ที่จะเรียนแพทย์จะต้องมีฐานะทางการเงินดีพอสมควร เพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนวิชาแพทย์ค่อนข้างสูงและใช้เวลานานกว่าการเรียนวิชาชีพอื่นๆ โดยต้องเสียค่าบำรุงการศึกษา ค่าตำราวิชาการแพทย์ และค่าอุปกรณ์การเรียนต่างๆ
หลักสูตรวิชาการแพทย์ระดับปริญญาตรีตามปกติใช้เวลาเรียน 6 ปี ในสองปีหลักสูตรการเรียนจะเน้นหนักด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ต่อจากนั้นจึงเรียนต่อวิชาการแพทย์ โดยเฉพาะอีก 4 ปี เมื่อสำเร็จได้รับใบอนุญาตประกอบเวชกรรมของแพทยสภามีสิทธิประกอบอาชีพแพทย์ได้ตามกฎหมาย
โอกาสในการมีงานทำ
อาชีพจิตแพทย์ สามารถรับราชการโดยทำงานในโรงพยาบาล สถานพยาบาล สถานีอนามัยหรือหน่วยงานการแพทย์ของกระทรวง ทบวง กรม ที่จัดขึ้นเพื่อบริการประชาชน และเจ้าหน้าที่ หรือทำงานในโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ ยังสามารถทำรายได้พิเศษด้วยการเปิดคลีนิคส่วนตัวเพื่อรับรักษาคนไข้นอกเวลาทำงานประจำได้อีก แนวโน้มของตลาดแรงงานสำหรับอาชีพนี้ยังคงมีอยู่
เนื่องจากสังคมในปัจจุบันมีการแข่งขันกันมากและมีความรุนแรงมากขึ้นโดยลำดับ ทำให้เกิดสภาพบีบคั้นทั้งเศรษฐกิจและสังคม จึงมีผลให้เกิดความเครียด มีปัญหาทางด้านจิตใจ ไม่สามารถ แก้ปัญหาด้วยตนเองได้ จึงเกิดสถิติของผู้ป่วยเป็นโรคจิต และการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นรัฐบาลได้ตระหนักถึงสถานการณ์นี้ จึงได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ดูแลป้องกัน และบำบัดรักษา คือจิตแพทย์ นักจิตวิทยา เพื่อช่วยเหลือบริการบุคคลที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองขึ้นที่ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลจิตเวชทั่วประเทศ รวมทั้งการติดตั้งโทรศัพท์สายด่วน สุขภาพจิต ตลอดจนจัดตั้งเว็บไซต์ เพื่อบริการให้ความรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ให้คำปรึกษาแนะนำ และให้แนวทางแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ถูกต้อง จะเห็นได้ว่าความต้องการบุคลากรทางด้านนี้ยังมีอีกมากในยุคปัจจุบัน
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ประกอบอาชีพนี้ ที่มีความชำนาญ และประสบการณ์ จะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งจนถึงระดับ ผู้บริหาร หากมีความสามารถในการบริหาร หรืออาจประกอบธุรกิจส่วนตัวโดยเปิดคลีนิครับให้คำปรึกษาต่อผู้ที่มีปัญหาทางจิตทั่วไป นอกเวลาทำงานเป็นรายได้พิเศษ สำหรับผู้ที่มีความชำนาญและมีทีมงานที่มีความสามารถ รวมทั้งมีเงินทุนจำนวนมากก็สามารถเปิดโรงพยาบาล หรือสถานพักฟื้นในการบำบัดรักษา ผู้ป่วยทางจิตได้ ในประเทศไทยผู้ที่ป่วยทางจิตมักไม่ค่อยนิยมที่จะพบจิตแพทย์โดยตรง แต่อาจจะจัดจ้าง จิตแพทย์ทำงานในลักษณะที่ปรึกษา
จิตแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางอาจได้รับการว่าจ้างให้ไปทำงานในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลหลายแห่ง ทำให้ได้รับรายได้มากขึ้น หรืออาจจะเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนทางจิตวิทยาหรือทางจิตแพทย์
โรคจิต
โรคจิต (อังกฤษ: Psychosis) คือ โรคกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ในกลุ่มโรคทางจิตเวชทั้งหมด ที่มีหลายโรค (โรคทางจิตเวช ได้แก่ โรคจิต โรคอารมณ์แปรปรวน โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคเครียดที่เกิดจากสถานการณ์ร้ายแรงในชีวิต โรคปรับตัวผิดปกติ บุคลิกภาพบกพร่อง ฯลฯ)
อาการของโรคจิต
อาการของโรคจิตมีดังนี้
ประสาทสัมผัสหลอน (Hallucination) เช่น ได้ยินเสียงคนที่ตายไปแล้ว ได้ยินเสียงกระแสจิต หรือเห็นภาพที่คนอื่นไม่เห็น ได้กลิ่นที่คนอื่นไม่ได้กลิ่น และอาการเหล่านี้เป็นบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน
หลงผิดอย่างรุนแรง (Delusion) เช่นคิดว่ามีคนจะมาฆ่า ทั้งที่จริงๆไม่มี หรือคิดว่าตัวเอง เป็นพระเจ้ากลับชาติมาเกิด หรือคิดว่ามีมนุษย์ต่างดาวจับตนไปฝังเครื่องส่งสัญญาณ โดยที่ไม่มีรายละเอียดหรือเหตุผลใดที่น่าเชื่อถือ
พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป (Behavioral change, Disorganized behaviour) ถ้าในช่วงแรกจะสังเกตได้ยาก ต้องเป็นคนใกล้ชิดเท่านั้น ที่พอทราบ แต่ช่วงหลังจะเปลี่ยนหนัก เช่น ไม่หลับไม่นอน ไม่กินอาหาร เดินทั้งคืน พูดคนเดียว
สาเหตุของโรคจิต
มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรคทางสมองเช่นถูกกระทบกระเทือนสมอง การใช้สารเสพติด เช่น ดมกาว ยาบ้า ยาไอซ์ ยาอี ยาลดความอ้วนบางประเภท กัญชา หรือ แม้แต่สุรา หรือเป็นจากสารพันธุกรรม (มักเริ่มมีอาการในช่วงวัยรุ่น) โดยพบว่า ในคน 100 คน จะพบ คนเป็นโรคจิต ประมาณ 3-4 คน โดยในนั้นโรคจิตที่พบบ่อยที่สุด คือ “โรคจิตเภท” ในคน 100 คน พบได้ 1 คน
การรักษา
ทางการแพทย์พบว่าคนเป็นโรคจิต มีสารเคมีชื่อ Dopamine ในสมองที่สูงผิดปกติ การรักษาจึงเป็นการใช้ยาปรับสมดุลในสมอง ซึ่งถ้าไม่รักษา ปล่อยให้สารตัวนี้สูงผิดปกติไปเป็นเวลานานๆ สิ่งที่ตามมาคือการทำลายเนื้อสมองถาวร และผู้ป่วยจะไม่กลับคืนปกติ ดังเช่นที่เห็นในผู้ป่วยบางรายที่ญาติคิดว่าผีเข้า ไม่พามารักษา ไปรักษาหมอผี หมดเงินเป็นแสน กว่าจะมาพบแพทย์ก็สายเกิน ไม่สามารถเหมือนเดิมได้ หรือคนที่ใช้สารเสพติดนานๆ สมองจะถูกทำลายไปมาก จนไม่สามารถกลับปกติได้ ส่วนใหญ่แพทย์จะไม่หักล้างความเชื่อ แต่ถ้าญาติอยากรักษาทางไสยศาสตร์ แพทย์ก็มักจะแนะนำให้รักษาทางยาด้วย
โรคจิตมีรักษาและบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช ในประเทศไทย เช่น โรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลสวนปรุง โรงพยาบาลมนารมย์
ตราบาปและโรคทางจิตเวช
เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิต ผู้ป่วยจะถูกตราหน้าตั้งแต่วินาทีนั้นว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิต เป็นตราบาปที่ติดตัวผู้ป่วยไปตลอดชีวิต เปรียบเสมือนแผลเป็นบนใบหน้าที่ไม่สามารถลบเลือนได้ ทำให้คนทั่วไปไม่อยากคบหาสมาคม ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้ป่วย มองผู้ป่วยในแง่ลบ ตราบาปนี้จึงมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วย ทั้งในด้านชีวิตประจำวัน สัมพันธภาพกับบุคคลอื่น การหางานทำ การหาที่พักอาศัย การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย สังคมจะพยายามกีดกันผู้ป่วยออกจากกลุ่มของตนเอง ผลกระทบยังมีต่อครอบครัวผู้ป่วยอีกด้วย จากผลเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยพยายามปกปิดอาการของตน ไม่ยอมรับการรักษา ไม่กล้าพบจิตแพทย์ ก็ยิ่งจะทำให้อาการผู้ป่วยรุนแรงมากขึ้น สังคมก็ยิ่งหวาดกลัวและรังเกียจผู้ป่วยมากขึ้น เป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไป นอกจากนี้บุคลากรทางจิตเวชก็มักจะถูกผลกระทบนี้เช่นกัน ดังเช่น จิตแพทย์และโรงพยาบาลจิตเวชมักจะถูกล้อเลียนและเป็นตัวตลกอยู่เสมอ
ในสมัยก่อน การป่วยด้วยโรคทางจิตเวชเชื่อกันว่าเกิดจากการสิงสู่จากสิ่งชั่วร้าย ต่อมาความเชื่อได้เปลี่ยนไป คิดว่าเกิดจากความอ่อนแอทางจิตใจของผู้ป่วย เกิดจากความขัดแย้งของจิตใต้สำนึกตั้งแต่วัยเด็ก ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้แก้ไขด้วยตัวเองให้ดีขึ้น เป็นตราบาปที่ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบ
ผู้ป่วยวัณโรค โรคเรื้อน โรคลมชัก ในยุคก่อน ก็เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ ถูกตีตราบาปและมีผลกระทบเหมือนผู้ป่วยจิตเวช แต่ปัจจุบันแนวความคิดได้เปลี่ยนไปมาก เนื่องจากมีการรักษาที่ได้ผลดีขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยจิตเวชถึงแม้ว่าจะมีวิธีการรักษาที่ดีขึ้น หรือแม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม ตราบาปสำหรับผู้ป่วยจิตยังคงอยู่ตลอดไป
ปัจจัยที่มีผลทำให้เกิดตราบาปในผู้ป่วยจิตเวช เนื่องจาก
1. ตัวผู้ป่วยเอง
ผู้ป่วยบางคนมีพฤติกรรมแปลกๆ ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้คนอื่นตกใจกลัว หรือบางครั้งมีพฤติกรรมและการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม เป็นที่น่าขบขันหรือน่ารำคาญ ทำให้คนทั่วไปยากที่จะยอมรับได้
2. ทัศนคติของบุคลากร
ในโรงพยาบาลจิตเวช ทั้งจิตแพทย์และทีมผู้รักษา ได้เสริมตราบาปที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวช ตึกจิตเวชมีลักษณะโครงสร้างตึกเฉพาะไว้สำหรับควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น มีลูกกรงล้อมรอบ มีห้องแยก โดยอ้างว่าเพื่อการรักษาและเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลจะถูกตัดสิทธิ์ส่วนตัวต่างๆ นานา และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของตึก ต้องเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ตามที่กำหนด ซึ่งแตกต่างไปจากชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยต้องทานอาหารตามเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด คือ 08.30, 11.30 และ 16.30 น. ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ไม่มีใครทานอาหารห่างกันเพียง 3-4 ชั่วโมง เช่นนี้ ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานอาหาร ก็จะถูกประเมินว่าไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา เป็นต้น
นอกจากนี้ในโรงพยาบาลทั่วไป ผู้ป่วยยังมีสิทธิจะดูโทรทัศน์ คุยโทรศัพท์ในห้องส่วนตัวตามความต้องการได้ แต่สำหรับผู้ป่วยจิตเวชไม่สามารถทำได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เนื่องจากกลัวว่าผู้ป่วยจะทำร้ายตัวเองด้วยสายไฟฟ้าหรือสายโทรศัพท์ หรือเกรงว่าผู้ป่วยควบคุมตัวเองไม่ได้ จะโทรศัพท์ไปรบกวนญาติ เป็นต้น
3. แพทย์ทั่วไป
ในโรงเรียนแพทย์ นักศึกษามักจะพบผู้ป่วยจิตเวชที่เรื้อรัง รักษาไม่หาย เมื่อจบเป็นแพทย์ ได้พบผู้ป่วยทั่วไปที่เริ่มมีอาการทางจิต ก็ไม่สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ เพราะจากประสบการณ์รู้สึกว่า ผู้ป่วยจิตเวชจะต้องมีอาการหนักมีสภาพเสื่อมถอยชัดเจน และจะวินิจฉัยโรคได้ยากขึ้น ถ้าผู้ป่วยเป็นคนมีความรู้หรือมีเศรษฐานะดี เพราะรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ไม่น่าจะป่วยได้
4.วิธีการรักษา
การรักษาด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลดีมาก สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายอย่างรุนแรงได้ แต่คนทั่วไปรวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์เอง มองว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว ป่าเถื่อน และจะใช้เป็นวิธีสุดท้ายในการรักษา หรือการรักษาด้วยยา ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ เพราะสังคมจะมองว่าผู้ที่ป่วยทางจิตเป็นที่อ่อนแอ ไม่มีความสามารถ แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ ถ้าผู้ป่วยเข้มแข็งกว่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาทางจิตเวชแล้ว
5. ตราบาปทางสังคม
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าผู้ป่วยจิตเวชนั้นอันตราย ก้าวร้าว ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ป่วยจิตเวชเพียง 3% เท่านั้น ที่จะมีพฤติกรรมรุนแรงได้ แต่จากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์จะมีภาพยนตร์ที่แสดงถึงอันตรายจากผู้ป่วยจิตเวชถึง 77% หรือมีข่าวอาชญากรรมที่กระทำโดยผู้ป่วยจิตเวช จะมีการประโคมข่าวอย่างครึกโครม ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมีเพียงจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับคดีอาชญากรรมที่เกิดจากการกระทำของคนปกติทั่วไป
ในชุมชนเราอาจจะมองเห็นผู้ป่วยจิตเวชแต่งตัวแปลกๆ พฤติกรรมแปลกๆ เดินตามท้องถนน คนส่วนใหญ่จะพยายามเดินหนีไปและปล่อยให้ผู้ป่วยเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเราพบเห็นคนเป็นลม บาดเจ็บ จะมีคนเข้าไปช่วยเหลือรีบนำส่งโรงพยาบาล นั่นก็คือ จริงๆ แล้วสังคมต้องการปล่อยผู้ป่วยจิตเวชไปตามยถากรรม ไม่สนใจดูแลคนกลุ่มนี้ และไม่ยอมรับเข้าสู่สังคมของตนเอง
ในอดีต เรารักษาผู้ป่วยจิตเวชโดยวิธีวิเคราะห์ ซึ่งผู้ป่วยต้องพบนักจิตบำบัดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมงหรือมากกว่า โดยให้ผู้ป่วยพูดอย่างอิสระ นอนอยู่บนเตียง มีนักจิตบำบัดนั่งอยู่เหนือศีรษะ คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นวิธีที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าจะรักษาได้ผล และยังเชื่อว่าปัจจุบันจิตแพทย์ก็ยังใช้วิธีรักษาแบบเดิมนี้อยู่ ประกอบกับความเชื่อว่าทุกคนควรจะเข้มแข็งและต่อสู้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง จึงละเลยที่จะสนใจต่อความก้าวหน้าในวงการจิตเวช และแนวความคิดใหม่ที่ว่า โรคทางจิตเวชนั้นไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางจิตใจของตัวเองแต่เกิดจากความผิดปกติทางกายภาพ เช่น ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ส่วนปัจจัยทางจิตใจและสังคมเป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดอาการป่วย และโรคทางจิตเวชเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ มีวิธีการรักษาหลายรูปแบบด้วยกัน
6. ครอบครัว
เมื่อมีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ครอบครัวมักจะรู้สึกผิด คิดว่าตนเองมีส่วนทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยสมควรจะรับผิดชอบต่อการป่วยนี้ แล้วยังถูกเสริมด้วยความเชื่อของบุคลากรทางการแพทย์ยุคก่อนว่า โรคทางจิตเวชนั้นเกิดจากครอบครัวที่มีปัญหาการเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันเราพยายามเปลี่ยนความเชื่อที่ผิดเหล่านั้น และให้ความรู้ถึงสาเหตุการเกิดโรคทางจิตเวช
โรคทางจิตเวชสามารถทำลายครอบครัวได้ การหย่าร้างพบได้บ่อย สัมพันธภาพในครอบครัวเป็นไปในทางลบและยังมีผลต่อเนื่องถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ครอบครัวต้องรับผิดชอบ ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยจิตเวชจึงไม่ควรเน้นเฉพาะการรักษาด้วยยา แต่ควรจะเน้นถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม และการเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม รวมถึงการให้คำแนะนำช่วยเหลือแก่ครอบครัวด้วย
7. การประกัน
บริษัทประกันมักจะไม่ครอบคลุมสำหรับโรคทางจิตเวช เนื่องจากเชื่อว่าเป็นโรคที่เรื้อรัง รักษาไม่หาย ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง และมีผลกระทบต่อบริษัทระยะยาว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดหัวใจ การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังแล้ว ค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยจิตเวชนั้นน้อยกว่ามาก
ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรตระหนักว่า ตราบาปที่มีต่อโรคทางจิตเวชนั้นไม่เพียงแต่จะมีผลต่อผู้ป่วยเท่านั้น ยังมีผลต่อครอบครัว สังคม ก่อเป็นปัญหาระดับชาติและระดับโลกทีเดียว
กรณีตัวอย่างผู้ป่วย
ประสบการณ์ของผู้ป่วยและแพทย์
ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 1
ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทมาประมาณ 20 ปี ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 15 ครั้ง ครั้งที่นานที่สุดประมาณ 1 ปี ในที่สุดผู้ป่วยอาการดีขึ้นอยู่ในช่วงอาการสงบ ได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ถึงแม้ว่าอาการทั้งหลายจะดีขึ้น แต่ตราบาปที่มีต่อเขานั้นไม่เคยหายไปเลย เหมือนกับแผลเป็นบนใบหน้าของผู้กระทำความชั่วเป็นตัวบ่งบอกถึงความเลวทราม ความน่าละอาย ที่แตกต่างไปจากคนทั่วไปและทุกคนต้องหลีกหนี เป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือและไว้ใจไม่ได้
ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เมื่อคนอื่นรู้ว่าผู้ป่วยเคยมีประวัติโรคจิตก็จะไม่อยากคุยด้วย พยามยามหลีกเลี่ยงที่จะพบปะกัน มีปัญหาในการหางานทำ ไม่มีคนจ้างงานเมื่อรู้ว่าผู้ป่วยเคยป่วยทางจิตมาก่อน หรือให้ค่าจ้างต่ำกว่ามาตรฐาน มีปัญหาในการหาที่พักอาศัย ผู้ป่วยจึงเรียนรู้ว่าถ้าอยากมีเพื่อนต้องปิดบังประวัติส่วนตัวไว้ ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผย และถ้าผู้ป่วยไม่ต้องการจะคุยกับใครเวลาเดินทาง ก็จะบอกว่าเคยมีอาการทางจิตเท่านั้นผู้ป่วยก็จะได้พักผ่อนตลอดการเดินทาง
เมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์ทั่วไปด้วยอาการทางกาย แพทย์ได้ข้อมูลในแฟ้มประวัติว่าเป็นอาการเหลือของโรคจิตเภทแพทย์ก็จะเข้าใจว่า อาการเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน หรืออากรทางกายเหล่านั้น เกิดจากผู้ป่วยคิดไปเอง
ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 2
จากประสบการณ์ของผู้เขียนขณะเป็นแพทย์ฝึกหัดทางจิตเวช ได้รับปรึกษาผู้ป่วยหญิงอายุ 60 ปี ด้วยประวัติโรคจิตเภทและเบาหวาน มีอาการซึมลง ไม่พูด ทานอาหารน้อยลง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มาเป็นเวลา 3 วัน แพทย์ที่ห้องฉุกเฉินได้รับปรึกษาจิตแพทย์ โดยไม่ได้ตรวจร่างกายหรือตรวจเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งผู้เขียนได้มาพบผู้ป่วย ได้ ตรวจพบว่าน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยมีเพียง 20 mg% เท่านั้น (ค่าปกติ 80-120 mg%) นี่คือตราบาปว่า เมื่อผู้ป่วยจิตเวชมีอาการใดๆ ก็ตาม ต้องเกิดจากโรคทางจิตเวชเป็นสาเหตุเท่านั้น ถ้าเพียงแต่ผู้ป่วยไม่มีประวัติโรคจิตเภทในแฟ้มประวัติแล้ว ก็คงจะได้รับการรักษาจากแพทย์ห้องฉุกเฉินอย่างรีบด่วน
ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 3
ผู้ป่วยเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์แปรปรวน ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ผู้ป่วยก็สามารถต่อสู้กับอาการป่วยจิตจนเรียนจบได้ และทำงานด้านจิตเวชชุมชน ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ตราบาปนั้นมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตมากกว่าอาการของโรคที่ผู้ป่วยเป็น พฤติกรรมของผู้ป่วยทุกอย่างจะถูกคิดว่าเป็นผลจากโรคอารมณ์แปรปรวน เช่น ถ้าวันไหนทำงานมาก อารมณ์ดี ก็จะถูกแปลว่ากำลังเริ่มมีอาการคลั่ง ถ้าวันไหนรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ ก็จะถูกแปลว่ากำลังซึมเศร้า หรือถ้าผู้ป่วยหงุดหงิดจากสาเหตุใดก็ตาม ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานก็จะมาถามว่าผู้ป่วยทานยาสม่ำเสมอดีหรือไม่ ต้องการพักผ่อนไหม ในขณะที่คนทั่วๆ ไปนั้น สามารถมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปได้ในแต่ละวัน โดยไม่มีใครมาตัดสินว่าเป็นจากอะไร
แนวทางการแก้ไข
1. การเผยแพร่ความรู้ทางจิตเวชแก่ชุมชน
ดังที่กล่าวมาแล้ว ตราบาปที่มีต่อโรคทางจิตเวชมักจะเกิดจากความเชื่อที่ผิดต่างๆ นานา การเผยแพร่ความรู้ทั้งในด้านสาเหตุการเกิดโรค ว่าเกิดจากสาเหตุทางกายภาพ (ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง) ไม่ได้เกิดจากโรความอ่อนแอทางจิตใจของผู้ป่วยหรือไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่ดี ครอบครัวมีปัญหา เป็นต้น และโรคทางจิตเวชนั้นทางเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยวิธีการที่ชัดเจนเป็นเหตุเป็นผล เช่น การใช้ยา การรักษาด้วยไฟฟ้าหรือครอบครัวบำบัด รวมทั้งความสำคัญในการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้ป่วย และความรับผิดชอบของชุมชนต่อผู้ป่วย ยอมรับผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการให้โอกาสผู้ป่วยจิตเวชได้กลับเข้ามาใช้ชีวิตในสังคมอักครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้ยังรวมถึงมุมมองที่มีต่อโรคทางจิตเวช เช่น โรคพิษสุราเรื้อรัง ควรจะมองว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพ ไม่ใช่เพราะความเสื่อมทรามทางจิตใจของผู้ป่วย เป็นต้น และการที่มีโรคทางจิตเวชและโรคติดสารเสพติดเพิ่มขึ้น ไม่ใช่สิงเลวร้าย แต่เป็นสิ่งที่ท้าทายสะท้อนให้เห็นปัญหา จะได้หาแนวทางช่วยเหลือและรักษาให้ได้ผลยิ่งขึ้น
2. การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวช และสร้างทัศนคติที่ดีต่อนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล แพทย์ทั่วไป และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
นักศึกษาแพทย์และนักศึกษาพยาบาล มักจะพบผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการหนัก โดยเฉพาะผู้ป่วยใน ในบางครั้งพบผู้ป่วยก้าวร้าว อยู่ในห้องแยก ทำให้รู้สึกกลัว หรือบางครั้งพบผู้ป่วยที่เรื้อรัง มีประวัติการเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้งทำให้รู้สึกว่าโรคจิตเวชเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และนักศึกษาจะมีโอกาสได้พบผู้ป่วยนอกน้อยมาก ทั้งๆ ที่เมื่อปฏิบัติงานจริงแล้วมีโอกาสพบผู้ป่วยจิตเวชปะปนในโรงพยาบาลทั่วไปเป็นจำนวนมาก จากการศึกษาในประเทศสหราชอาณาจักรพบว่า 9 ใน 10 ของผู้ป่วยจิตเวชจะไปพบแพทย์ทั่วไป และความกลัวในตราบาปของโรคจิตเวชก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าไปพบจิตแพทย์
ดังนั้นควรจะเสริมความรู้โรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยให้แก่นักศึกษา เช่น โรคกลุ่ม Anxiety disorders, กลุ่ม Mood disorder, กลุ่ม Substance use disorders (โดยเฉพาะ alcohol), กลุ่ม Psychotic disorders และกลุ่ม Organic brain syndrome และให้นักศึกษาสามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้ โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน เช่น Alcohol withdrawal delirium เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พบปะผู้ป่วยทั้งที่มีอาการมากและอาการน้อย ให้รู้จักการใช้ยาจิตเวชอย่างเหมาะสม ให้เข้าใจการรักษาทางจิตบำบัดและการช่วยเหลือทางสังคม ว่ามีหลักการชัดเจน เป็นเหตุเป็นผล มีความมั่นใจที่จะเลือกวิธีการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยสร้างทัศนคติที่ดีได้
แพทย์ทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์เองมักจะรำคาญที่จะต้องพบผู้ป่วยจิตเวช คิดว่าผู้ป่วยจิตเวชขี้บ่น พูดไม่รู้เรื่อง ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นความกังวลใจที่ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้และไม่ทราบว่าจะจัดการเช่นไร ทำให้เกิดการปฏิเสธผู้ป่วย ยิ่งเป็นตัวเสริมตราบาปให้ผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ดังนั้น จึงควรเสริมสร้างทั้งองค์ความรู้และทัศนคติที่ดีตั้งแต่เป็นนักศึกษา และเมื่อทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวชก็จะเกิดความมั่นใจในการช่วยเหลือผู้ป่วย ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยหลุดพ้นจากตราบาปที่เกิดขึ้น
3. การฝึกอบรมความรู้แก่บุคลากรทางจิตเวชเกี่ยวกับครอบครัวบำบัด
จากความเชื่อเดิมที่ว่าครอบครัวมีส่วนทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคทางจิตเวช ทำให้บุคลากรทางจิตเวชสมัยก่อนทำครอบครัวบำบัด โดยเน้นเรื่องความบกพร่องในสัมพันธภาพของครอบครัว มองเรื่องความกังวลใจและความไม่ก้าวหน้าในการรักษาว่าเป็นการต่อต้านไม่ร่วมมือของครอบครัว
ปัจจุบันนี้เราควรจะฝึกบุคลากรทางจิตเวช ทั้งทักษะและวิธีการใหม่ที่จะเข้าไปช่วยเหลือครอบครัวของผู้ป่วย โดยถือว่าครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการรักษา การให้ความรู้ทางจิตเวชให้ช่วยเหลือตามความเหมาะสม
ความแตกต่างระหว่างจิตแพทย์กับจิตวิทยา
จิตแพทย์เป็นสาขาเฉพาะทางอย่างหนึ่งของแพทยศาสตร์ หรือหมอตามที่เข้าใจกันทั่วไป คนที่จะเป็นจิตแพทย์ต้องจบคณะแพทย์ ซึ่งเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างทางกายภาพของมนุษย์ เรื่องเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ หัวใจ ระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ โดยหลังจากที่จบปริญญาตรีจากแพทย์แล้ว จึงค่อยมาต่อเฉพาะทางเกี่ยวกับจิตประสาท โดยจิตแพทย์จะศึกษาโครงสร้างของ สมอง และระบบประสาทนั่นเอง
โรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคจิต นั้น ก็เป็นหน้าที่ของจิตแพทย์นี่เองที่เป็นผู้รักษา โรคจิตส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความผิดปกติของสมอง เช่น ความผิดปกติของสารเคมี ซึ่งเป็นความผิดปกติทางกายภาพ หน้าที่ของจิตแพทย์จึงเป็นการบำบัดทางยา ให้สมองและระบบประสาทคืนสู่ภาวะปกติ
ส่วนนักจิตวิทยานั้น จบจากคณะจิตวิทยาหรือคณะชื่ออื่นๆที่เป็นสาขาจิตวิทยา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและความคิดของมนุษย์ เช่น การกิน การสื่อสาร การนอน ความรัก อารมณ์ ฯลฯ เกิดขึ้นจากอะไร มีอะไรบ้างที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเหล่านี้ ที่สำคัญคือจิตวิทยาศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรม ไม่ได้เจาะจงไปถึงกลไกทางกายภาพเช่นเดียวกับแพทย์
จิตวิทยามีหลายสาขา และไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาลทั้งหมด บางสาขาอยู่กับองค์กรต่าง ๆ ในแผนกทรัพยากรบุคคล (Human Resource นิยมเรียกกันว่า HR) บางสาขาเป็นนักวิจัยร่วมกับนักวิจัยการตลาด บางสาขาอยู่ในโรงเรียน ส่วนสาขาที่ทำงานร่วมกับแพทย์ ได้แก่ จิตวิทยาคลินิก และจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งทำหน้าที่ต่างกับจิตแพทย์โดยนักจิตวิทยามีวิธีการบำบัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ ยา เช่น การปรึกษา และการปรับพฤติกรรม
อย่างไรก็ตามแม้จะต่างกัน แต่ก็มีจุดร่วมอยู่บ้าง เช่น จิตแพทย์ต้องมีความรู้จิตวิทยาในบางส่วนเช่นกัน และนักจิตวิทยาบางสาขาก็เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างของสรีระมนุษย์
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องเกี่ยวกับนักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ที่คนมักจะเข้าใจผิดว่า รักษาเฉพาะ “คนบ้า” ซึ่งความเป็นจริงแล้ว อาการที่ผิดปกติเกี่ยวกับทั้งพฤติกรรม และระบบประสาท มิได้มีแค่อาการในลักษณะของ จิตเภท หรือ “บ้า” เพียงอย่างเดียว คนปกติในบางครั้งก็ต้องพึ่งการบำบัดจากนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์เช่นกัน
บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนทั่วไปที่จะได้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างนักจิตวิทยา และจิตแพทย์เสียที และยังสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจได้อีกด้วยสำหรับเด็กนักเรียนที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยว่า อยากเป็นจิตแพทย์ หรือเป็นนักจิตวิทยา
นิติจิตแพทย์คือใคร?
นิติจิตแพทย์คือ จิตเวช เป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งในศตวรรษที่ผ่านมาได้มีการนำความเชี่ยวชาญทางจิตเวชไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาผู้กระทำผิดเป็นคนไข้โรคจิตหรือมีความเป็นไปได้ว่าเป็นโรคจิตจิตแพทย์ คือแพทยศาสตรบัณฑิตที่ศึกษาอบรมในสาขา จิตเวชเป็นเวลา 3 ปี แล้วสอบได้วุฒิบัตรที่แสดงความรู้ความชำนาญใน สาขานี้จากแพทยสภา มีข้อบังคับทางจริยธรรมที่เคร่งครัดมากเนื่องจากจิตแพทย์ได้คุยกับคนไข้อย่างละเอียดและรู้ความลับทางจิตใจ อย่างไรก็ตามในกรณีที่เป็นคดีความในศาลจิตแพทย์ที่ได้รับมอบหมายจากศาลให้ตรวจประเมินสภาพจิตของผู้ต้องหาจะสามารถเบิกความได้ ข้อสำคัญคือจิตแพทย์ไม่มีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนและไม่มีหน้าที่จะต้องช่วยในการหว่านล้อมให้ผู้ต้องสงสัยสารภาพผิดจิตแพทย์ บางท่านให้ความสนใจในคดีความและยินยอมสละตนเข้ามาช่วยคลี่คลายในฐานะนิติจิตแพทย์ ซึ่งศาลหรือทนายอาจจะขอให้ช่วยประเมินสภาพจิตของผู้ต้องหาว่ามีความสมบูรณ์พอที่จะเข้ารับการพิจาณาคดีหรือไม่มีบางกรณีที่เกิดการตายที่ผิดปกติหรือสลับซับซ้อนมาก ๆ จิตแพทย์ก็อาจจะเข้ามามีบทบาททั้งก่อนเริ่มพิจารณาคดีหรือก่อนที่จะจับกุมตัวคนร้ายได้ ตัวอย่างเช่นกรณีดาราภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังที่เสียชีวิตแล้วเกิดข้อสงสัยว่าถูกฆ่าตายหรือฆ่าตัวตาย จิตแพทย์ได้เข้ามามีบทบาทร่วมกับพยาธิแพทย์, นักสังคมสงเคราะห์, ญาติมิตรของผู้ตาย และตำรวจ เพื่อแสวงหาคำตอบว่าสาเหตุ การตายคืออะไรแน่ เกิดเป็นคำศัพท์ใหม่ว่า “การชันสูตรจิตใจ” หรือ PSYCHO LOGICAL AUTOPSY ซึ่งเริ่มใช้กันมาตั้งแต่ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 1950 ความสามารถในการเข้ารับการพิจารณาคดีของผู้ต้องหาเป็นประเด็นที่นิติจิตแพทย์มีบทบาทมาก ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าสภาพจิตใจของผู้ต้องหาจะเป็นอย่างไรขณะก่ออาชญากรรม สิ่งสำคัญที่สุด คือผู้ต้องหาดังกล่าวไม่อาจขึ้นรับการพิจารณาความจากศาลได้ถ้าหากว่าไม่เข้าใจธรรมชาติหรือวัตถุประสงค์ของการพิจารณาคดีหรือการแก้ต่างให้ การตัดสินคดีทั้ง ๆ ที่สภาพจิตของผู้ต้องหาไม่สมบูรณ์ถือว่าไม่เป็นธรรม ยิ่งถ้าพิสูจน์ได้ว่าสภาพจิตบกพร่องมากก็ไม่อาจได้รับโทษได้ แต่สามารถนำตัวไปกักกันเพื่อการบำบัดในสถานพยาบาลโรคจิตได้ ตรงนี้เองที่นิติจิตแพทย์จะมีบทบาทสำคัญมากเพราะไม่เพียงแต่จะวินิจฉัยว่าผู้ต้องหาวิกลจริตหรือไม่เท่านั้นแต่ยังอาจช่วยพิจารณาว่าพยานปากต่าง ๆ มีสามัตถิยะ (Competency) หรือไม่ การที่ผู้ต้องหาสารภาพอย่างง่ายดายนั้นบ่อยครั้งมีลับลมคมในที่อาจต้องพึ่งนิติจิตแพทย์ในการประเมินสภาพจิตเหมือนอย่างนายจอห์น คาร์ ที่อยู่ดี ๆ ก็สารภาพว่าฆ่าเด็กหญิงสวยชาวอเมริกันโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนทางนิติวิทยาศาสตร์เลยสภาพจิตใจที่ผิดปกติอาจแบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ คือ1. ปัญญาอ่อน (Mental Reatdation)2. กลุ่มอาการทางจิตเนื่องจากสมองพิการ (Organic Brain Syndrome)3. โรคจิต (Psychosis)4. โรคประสาท (Neurosis)5. บุคลิกภาพผิดปกติ (Personality Disorders)








