ปัจจุบันแพทย์ส่วนใหญ่ หลังจากจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว มักจะเลือกเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาที่ตนเองสนใจ จิตเวชศาสตร์เป็นอีกสาขาหนึ่งซึ่งมีแพทย์ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และเนื่องจากแพทย์ส่วนใหญ่จะได้มีโอกาสสัมผัส และเรียนรู้การทำงานของจิตแพทย์ค่อนข้างน้อยขณะเป็นนักศึกษาแพทย์ เมื่อเทียบกับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น อายุรกรรม หรือศัลยกรรม
บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาต่อในสาขาจิตเวชศาสตร์ ได้ศึกษาก่อนตัดสินใจเลือกเรียนต่อในสาขาจิตเวชศาสตร์
การทำงานของจิตแพทย์
เพื่อนผมบางคนบอกว่า “เป็นจิตแพทย์ไม่เห็นยาก งานสบาย แค่นั่งคุยกับผู้ป่วยก็เสร็จแล้ว งานก็ไม่หนัก เวรก็ไม่เหนื่อย” บ้างก็บอกว่า “ไม่มีเวลามานั่งคุยกับคนไข้นาน ๆ แล้วก็ไม่ได้อะไร” รวมไปถึง “การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดของคนอื่นเป็นเรื่องยาก แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไร เรียนจิตเวชแล้วจะช่วยได้จริงหรือไม่” ผมคิดว่าการที่มีความคิดหลากหลายนี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่เราได้เรียน และได้สัมผัสถึงวิชาจิตเวชค่อนข้างน้อย ผมยังจำได้ว่าสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ได้ผ่านจิตเวชรวมแล้วในเวลา 3 ปี เวลายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่พวกเราเรียนอายุรศาสตร์หรือศัลยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่แพทย์มักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ ของวิชาที่เรียน
โดยทั่วไปงานของจิตแพทย์ คงไม่ได้แตกต่างจากแพทย์สาขาอื่น นั่นก็คือ การดูแลคนไข้ สิ่งที่แตกต่างกันออกไปคงเป็นวิธีการ approach มากกว่า เนื่องจากผู้ป่วยทางจิตเวชส่วนใหญ่มักจะพูดคุยได้ยากลำบากกว่าผู้ป่วยที่มีโรคทางกาย ผู้ป่วยบางคนไม่ยอมพูดด้วย บางคนคุยไม่รู้เรื่อง หรือบางคนเอาแต่นั่งร้องไห้ก็มี ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการสื่อสารค่อนข้างมาก ระหว่างฝึกอบรมก็จะมีการเรียนการสอน และสอบเทคนิค ในการสัมภาษณ์ผู้ป่วย ซึ่งในการซักประวัติก็ต้องอาศัยความรู้เรื่องโรคทางกายเช่นกัน เพราะว่าอาการทางจิตเวชนั้น สามารถเกิดจากโรคทางกายต่าง ๆ ได้ เช่น โรคทางระบบประสาท, โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน (autoimmune disease) ซึ่งต้องมีการตรวจร่างกายของผู้ป่วยโดยละเอียดเสมอ
หลังจากที่สามารถสืบค้น และให้การวินิจฉัยโรคได้แล้ว ต่อไปเป็นเรื่องของการให้รักษา ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาความรู้ในด้านเภสัชวิทยาค่อนข้างมาก ทำให้ยาทางจิตเวชเพิ่มมากขึ้น และมีกลไกการออกฤทธิ์ที่หลายหลายกันออกไป นอกจากการใช้ยาแล้วยังมีการทำ “จิตบำบัด” ซึ่งเคยมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า เปรียบเสมือน “มีดผ่าตัด” ของศัลยแพทย์ คือถ้าทำจิตบำบัดไม่ได้ ก็เหมือนกับศัลยแพทย์ที่ไม่มีมีดผ่าตัดนั่นแหละครับ
การทำจิตบำบัดไม่ใช่แค่การนั่งฟังนั่งคุย หรือแค่ปลอบใจผู้ป่วยเฉย ๆ (อย่างที่หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นงานสบาย แต่อย่างใด) แต่เป็นการพูดคุยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความรู้สึก และความนึกคิดของผู้ป่วย ซึ่งมีการใช้ทฤษฎี และกระบวนการชัดเจนในการคุยกับผู้ป่วย ซึ่งเกือบทุกประโยคที่คุยกับผู้ป่วยอยู่นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าใจตนเอง และผู้อื่นมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น
นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่จิตแพทย์ต้องทำมากกว่าการดูแลผู้ป่วย นั่นก็คือ การพัฒนาตนเอง (self-development) ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำตลอดเวลาเช่นกัน ทุกครั้งที่ดูแลผู้ป่วย ผมเองก็มักจะได้เรียนรู้อะไรจากผู้ป่วย หลายครั้งที่ต้องบอกว่าเรื่องของผู้ป่วยก็โดนใจผมเช่นกัน แล้วอาจมีความรู้สึกร่วมไปกับเรื่องที่ผู้ป่วยเล่าด้วย ก่อนจะช่วยเหลือคนไข้ก็ต้องช่วยใจตัวเองก่อนเหมือนกัน ซึ่งในส่วน self-development ผมคิดว่าเป็นส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่สุดที่ได้มาเรียนวิชาจิตเวชศาสตร์เลยนะครับ ผมคิดว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่แพทย์สาขาอื่นไม่ค่อยได้รู้เกี่ยวกับการทำงานของจิตแพทย์เท่าไหร่นัก
การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ตลอดการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน 3 ปีก็จะมีการจัดการเรียนการสอนโดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ 3 ด้าน คือ
1. เจตคติ (Attitude) เพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ และการดูแลผู้ป่วยในฐานะของจิตแพทย์
2. ความรู้ (Knowledge) เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ behavioral science, การวินิจฉัยและรักษาโรคต่าง ๆ ทางจิตเวช
3. ทักษะทางคลินิก (Clinical skills) เช่น ทักษะการสัมภาษณ์ผู้ป่วย, การพูดคุยเพื่อให้เข้าใจโรค และตัวตนของผู้ป่วย รวมถึงการทำจิตบำบัด
นอกจากนี้ทางภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ยังได้ให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อ “การพัฒนาตัวตนภายใน” โดยมีการจัดอบรมต่าง ๆให้กับแพทย์ประจำบ้าน เช่น การอบรมการพัฒนาตนเองตามแนวทางนพลักษณ์, การเจริญสติในชีวิตประจำวัน, Satir’s transformation therapy ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้แพทย์ประจำบ้านได้รู้จักตนเองมากขึ้น และสามารถพัฒนาจิตใจของตนเองอย่างต่อเนื่องหลังจากจบการฝึกอบรม
คุณสมบัติของผู้สมัครเรียน
ผู้ที่สมัครเรียนสาขาจิตเวชศาสตร์ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจใคร่รู้ นอกเหนือจากวิชาการทางจิตเวชศาสตร์แล้ว ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับชีวิต เรื่องราวของผู้ป่วย ให้ความสนใจเกี่ยวกับ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้ป่วย ควรเป็นผู้ที่ชอบในการคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ของผู้ป่วย อย่าเลือกเรียนเพียงเพราะคิดว่าเรียนจิตเวชแล้วสบาย งานไม่หนัก หรือเรียนเพื่อเป็นทางผ่านให้มีเวลาไปทำงานอย่างอื่น เพราะจะทำให้ไม่มีความสุขในการเรียน ไม่สามารถเรียนได้ดี และทำให้เสียโอกาสแก่ผู้ที่อยากเป็นจิตแพทย์จริง ๆ
ผู้สนใจเรียนจิตเวชศาสตร์
08:03 |
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)








0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น